ตอนที่ 9 หวงแหน

2107 คำ
ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เข็มนาฬิกาบนข้อมือบอกเวลาตีหนึ่งสิบห้านาที แต่มหานครที่ไม่เคยหลับใหลอย่างโตเกียวยังคงสว่างไสวด้วยแสงไฟนีออน เช่นเดียวกับไฟในห้องประชุมวีไอพีชั้นบนสุดของโรงแรมหรูย่านชินจูกุที่ยังคงเปิดสว่างจ้า พร้อมกับบรรยากาศภายในห้องที่เย็นเยียบยิ่งกว่าอุณหภูมิติดลบด้านนอก “ผมเข้าใจความกังวลเรื่อง Supply Chain Disruption ของทางคุณครับ” เสียงทุ้มต่ำของม่านเมฆดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษสำเนียงไร้ที่ติและความนิ่งสงบของเขาทำให้คู่เจรจาชาวญี่ปุ่นต้องขยับตัวด้วยความเกรงใจ ร่างสูงสง่าในชุดสูทสีเข้มที่ตัดเย็บอย่างประณีตนั่งพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีผ่อนคลาย แต่แววตากลับคมกริบราวกับพญาอินทรีกำลังจ้องเหยื่อ “แต่ทาง Cloud Airlines ยืนยันว่า Lead Time ในการส่งมอบอะไหล่เครื่องยนต์ต้องไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมงตามสัญญาเดิม” เขาเคาะนิ้วลงบนเอกสารตรงหน้าเบา ๆ เป็นจังหวะที่กดดันคู่สนทนาโดยไม่ต้องขึ้นเสียง “ความปลอดภัยของผู้โดยสารคือ Core Value ที่เราประนีประนอมไม่ได้ หากทางคุณไม่สามารถการันตี Quality Control ในกรอบเวลานี้ได้ ผมเกรงว่าเราอาจต้องพิจารณา Joint Venture กับพาร์ทเนอร์รายใหม่จากสิงคโปร์แทน” สิ้นประโยคนั้น ทีมผู้บริหารฝั่งญี่ปุ่นเริ่มกระซิบกระซาบกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ม่านเมฆลอบถอนหายใจยาวเหยียดโดยไม่ให้ใครสังเกตเห็น ความเหนื่อยล้าสะสมจากการบินข้ามประเทศและการประชุมมาราธอนกว่าแปดชั่วโมงเริ่มกัดกินร่างกายทีละนิด ดูได้จากอาการปวดหนึบที่ขมับซ้ายเต้นตุบ ๆ อันเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายเขากำลังประท้วงการหยุดงาน แต่สิ่งที่กัดกินหัวใจเขามากกว่าความเหนื่อย คือ ความเงียบ จากโทรศัพท์มือถือที่วางคว่ำหน้าอยู่บนโต๊ะ ใจเขาไม่ได้อยู่ที่โต๊ะเจรจาแห่งนี้เลยสักนิด มันลอยข้ามน้ำข้ามทะเลไปอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ตั้งแต่แปดชั่วโมงที่แล้วต่างหาก ‘ป่านนี้ฟาเดียจะเป็นยังไงบ้าง กินข้าวหรือยัง เลิกเรียนแล้วกลับถึงห้องปลอดภัยไหม’ ความคิดถึงทำงานหนักสวนทางกับหน้าที่ เขาอยากจะหยิบมือถือขึ้นมาเช็กข้อความใจจะขาด อยากเห็นหน้าหวาน ๆ อยากได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วที่คอยเล่าเรื่องสัพเพเหระให้ฟัง แต่เขาก็ทำไม่ได้ เพราะความเป็นมืออาชีพค้ำคออยู่ ภาระหน้าที่ของ CEO ที่แบกรับชีวิตพนักงานนับพันและงบประมาณพันล้านทำให้เขาต้องสวมหน้ากาก กัปตันผู้ไร้เทียมทานอยู่ตลอดเวลา “ตกลงครับคุณม่านเมฆ” หัวหน้าทีมเจรจาชาวญี่ปุ่นเอ่ยขึ้นในที่สุด “ทางเราจะปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ให้ได้ตามมาตรฐานที่คุณต้องการ” “ขอบคุณครับ หวังว่าเราจะร่วมมือกันได้ราบรื่นเหมือนเดิม” ม่านเมฆลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเพื่อจับมือปิดดีล รอยยิ้มการค้าถูกฉาบขึ้นบนใบหน้าอย่างแนบเนียน ทั้งที่ในใจกำลังร่ำร้องอยากจะวิ่งออกจากห้องนี้ไปให้เร็วที่สุด และทันทีที่ประตูห้องประชุมปิดลง ม่านเมฆแทบจะกระชากเนคไทที่รัดแน่นออก เขาคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาปลดล็อกหน้าจอด้วยความรวดเร็ว ว่างเปล่า... ไม่มีข้อความใหม่จากฟาเดีย มีเพียงข้อความจากเลขาฯ เรื่องตารางงานพรุ่งนี้ นิ้วเรียวยาวสไลด์หน้าจอเข้าไปดูในแอปพลิเคชันแชต ข้อความสุดท้ายที่เธอส่งมาคือรูปอาหารกลางวันเมื่อตอนเที่ยง พร้อมแคปชันสั้น ๆ ว่า ‘สู้ ๆ นะคะเฮียเมฆ’ ม่านเมฆกดเข้าไปดูรูปโปรไฟล์ของเธอ รอยยิ้มสดใสในรูปนั้นเหมือนจะยิ่งตอกย้ำความรู้สึกผิดในใจเขา เขารวย เขามีอำนาจ เขาสามารถซื้อทุกอย่างบนโลกนี้ให้เธอได้ แต่เขากลับให้สิ่งที่พื้นฐานที่สุดอย่างเวลากับเธอไม่ได้เลย “ขอโทษนะฟาเดีย” เขาพึมพำกับหน้าจอโทรศัพท์ท่ามกลางความเงียบสงัดของโถงทางเดินโรงแรม “รอเฮียหน่อยนะ อีกนิดเดียว” ความกลัวสายหนึ่งแล่นปราดเข้ามาในความรู้สึก กลัวว่าในวันที่เขาไม่อยู่ จะมีใครบางคนเข้ามาทำหน้าที่คนข้างกายแทนเขาหรือเปล่า จังหวัดสกลนคร ประเทศไทย บรรยากาศในห้องรับแขกของบ้านสวนเงียบสงัดจนน่าอึดอัด แตกต่างจากความเงียบที่โตเกียวอย่างสิ้นเชิง ความเงียบที่นี่เต็มไปด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างหนาบึกบึนของชายวัยกลางคน ฟลอยด์นั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นพรมพลางขัดลำกล้องปืนลูกซองกระบอกเงาวับด้วยผ้าชามัวร์อย่างทะนุถนอม เสียงเสียดสีของผ้ากับโลหะดัง ครืด ครืด เกิดเป็นจังหวะที่ชวนขนลุก ตรงหน้าเขามีไอแพดวางตั้งอยู่ หน้าจอแสดงภาพจากกล้องวงจรปิดหน้าคอนโดมิเนียมของลูกสาวที่ขอนแก่นแบบเรียลไทม์ อีกจอหนึ่งเปิดระบบ GPS ติดตามตำแหน่งที่เขาแอบติดตั้งไว้ด้วยความหวังดีในโทรศัพท์ลูกสาว “เมฆอยู่ญี่ปุ่น” ฟลอยด์พึมพำกับตัวเอง สายตาจ้องเขม็งไปที่จุดสีแดงบนแผนที่ “ทางสะดวก แต่ทำไมเงียบผิดปกติวะ” เขาเหลือบตามองเจ้าสเตฟาน หมาพันทางคู่ใจที่นอนหมอบอยู่ข้าง ๆ อย่างรู้เห็นเป็นใจ “มึงว่าไหมไอ้ฟาน ช่วงนี้แมลงวันหัวเขียวมันบินว่อนรอบลูกกูเยอะผิดปกติ” สเตฟานกระดิกหูทีหนึ่ง แล้วเอาคางเกยเท้าต่ออย่างไม่สนใจ ฟลอยด์ยกปืนขึ้นส่องลำกล้อง ตรวจสอบความสะอาด พลางขบกรามแน่นเมื่อนึกถึงใบหน้าของศัตรูที่เพิ่งปรากฏตัว ไอ้หน้าตี๋ ไอ้เด็กเวรที่ชื่อคิง ภาพที่อีกฝ่ายยื่นหน้าเข้ามาในวิดีโอคอลเมื่อตอนเย็นยังติดตา ท่าทางกวนประสาท รอยยิ้มระรื่นที่ไม่เกรงกลัวบารมีอดีตบอดี้การ์ดอย่างเขา แถมยังกล้าต่อปากต่อคำ มันช่างน่าหงุดหงิดเสียเหลือเกิน แต่ที่น่าหงุดหงิดกว่า คือสายตาที่มองลูกสาวเขา สายตาแบบผู้ชายที่มองผู้หญิง ไม่ใช่รุ่นพี่มองรุ่นน้อง “มันคิดว่ามันเป็นใคร” ฟลอยด์คำรามในลำคอ มือหนากระชากกระโจมมือปืนเสียงดัง แกร็ก “คิดจะมาจีบลูกสาวกู ข้ามศพกูไปก่อนเถอะไอ้หน้าจืด” เขาเกลียด เกลียดผู้ชายทุกคนในโลกนี้ที่จะเข้ามาแย่งดวงใจของเขาไป ฟาเดียคือแก้วตาดวงใจ คือสิ่งบริสุทธิ์ที่เขาฟูมฟักมากับมือ เขาจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้าย หรือแม้แต่ทำให้ลูกต้องเสียน้ำตาเด็ดขาด “พี่ฟลอยด์” เสียงหวานแต่ทรงอำนาจดังขึ้นจากด้านหลัง ทำเอาฟลอยด์สะดุ้งโหยง ปืนในมือแทบหลุดร่วง ปุ้ย ภรรยาสุดที่รักยืนกอดอกพิงกรอบประตู มองสามีด้วยสายตาเอือมระอา “นี่พี่ฟลอยด์จะขัดปืนไปรบกับใครดึกดื่นป่านนี้ แล้วนั่น แอบดูกล้องลูกอีกแล้วใช่ไหม” “ปะ เปล่าจ้ะเมียจ๋า” ฟลอยด์รีบวางปืนลง ปรับสีหน้าจากเสือสมิงเป็นแมวเชื่อง ๆ ในพริบตา “พี่แค่เช็กความปลอดภัยเฉย ๆ เห็นข่าวสมัยนี้มันน่ากลัว ภัยสังคมมันเยอะ” “ภัยสังคม หรือภัยความหวงลูกของพี่กันแน่” ปุ้ยเดินเข้ามานั่งลงบนโซฟา “วางปืนแล้วมาคุยกันดี ๆ” ฟลอยด์คลานเข่าเข้าไปหาภรรยาอย่างรู้งาน “ก็พี่เป็นห่วงลูกนี่นา วันนี้มีไอ้เด็กหน้าตี๋ที่ไหนไม่รู้มาวอแวลูก ท่าทางไว้ใจไม่ได้เลย แล้วเมฆก็หายหัวไปไหนไม่รู้ พี่กลัวลูกจะโดนหลอก” ปุ้ยถอนหายใจก่อนเอื้อมมือมาลูบหัวไหล่สามีเบา ๆ “พี่ฟลอยด์ ลูกโตแล้วนะ เข้ามหาลัยแล้ว ให้เขาได้เรียนรู้ชีวิตบ้างเถอะ” “แต่ลูกยังเด็ก” “ไม่เด็กแล้ว ลูกอายุสิบแปด สิบเก้าแล้ว พี่ฟลอยด์จะตามคุมแจเหมือนเด็กอนุบาลไม่ได้” ปุ้ยพูดเสียงจริงจัง “เรื่องความรักก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเมฆ หรือเด็กที่ชื่อคิง หรือใครก็ตาม เราทำได้แค่ดูอยู่ห่าง ๆ ให้คำปรึกษาเมื่อลูกต้องการ ไม่ใช่เอาปืนไปเที่ยวส่องกบาลใครแบบนี้” “แต่ถ้าลูกเจ็บขึ้นมาล่ะ” ฟลอยด์เงยหน้ามองภรรยา แววตาที่เคยดุดันไหววูบด้วยความกลัว “ถ้าไอ้พวกนั้นมันทำให้ลูกร้องไห้ พี่จะทนได้ยังไง” นี่คือความจริงในใจของพ่อ ภายใต้ท่าทางเกรี้ยวกราด คือความกลัวจับใจ กลัวว่าจะมีวันที่เขาปกป้องลูกไม่ได้ กลัวว่าหัวใจดวงน้อย ๆ นั้นจะแตกสลาย “ถ้าวันนั้นมาถึง” ปุ้ยยิ้มอ่อนโยน “เราก็แค่กางแขนรอรับลูก คอยเช็ดน้ำตา แล้วบอกลูกว่าไม่เป็นไร พ่อกับแม่อยู่ตรงนี้ นั่นคือหน้าที่ของพ่อแม่ไม่ใช่เหรอพี่ฟลอยด์” ฟลอยด์นิ่งไปกับคำพูดของภรรยาที่ซึมลึกเข้าไปในใจ เขาก้มหน้ามองมือหยาบกร้านของตัวเองที่เคยจับแต่ปืนผาหน้าไม้ “พี่รู้ แต่พี่ก็ทำใจไม่ได้อยู่ดี” เขาบ่นงึมงำ “เอาเป็นว่าพี่จะไม่ไปยิงหัวกบาลใครมั่วซั่วก็แล้วกัน แต่ถ้าใครมันล้ำเส้น พี่ไม่เอามันไว้แน่” ปุ้ยส่ายหน้าขำ ๆ “จ้า พ่อคนโหด ไป อาบน้ำนอนได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องตื่นไปดูร้านแต่เช้า” ฟลอยด์ลุกขึ้นยืนเก็บปืนเข้าตู้เซฟอย่างมิดชิด ก่อนจะเดินตามภรรยาเข้าห้องนอน แต่ก่อนจะปิดไฟ สายตาของเขาก็อดเหลือบมองจอมอนิเตอร์เป็นครั้งสุดท้ายไม่ได้ จุดสีแดงบน GPS ของลูกสาวยังคงนิ่งสนิทอยู่ที่คอนโดฯ อย่างปลอดภัย “นอนซะลูกสาว” เขากระซิบเบา ๆ กับหน้าจอ “ป๊าเฝ้าอยู่ตรงนี้แหละ ใครหน้าไหนก็ทำอะไรหนูไม่ได้หรอก” กลับมาที่โตเกียว หลังจากที่ม่านเมฆกลับถึงห้องพักในโรงแรม เขาโยนสูทพาดไว้กับพนักโซฟาแล้วทิ้งตัวลงนั่งอย่างหมดแรง บรรยากาศในห้องเงียบเหงาและว่างเปล่า แม้จะหรูหราเพียงใดแต่มันก็ไม่อาจเติมเต็มความหนาวเหน็บในใจได้ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง ตัดสินใจกดวิดีโอคอลหาฟาเดีย แม้จะรู้ว่าดึกมากแล้ว ตู๊ด ตู๊ด สัญญาณดังอยู่นาน แต่ไม่มีคนรับสาย เธอคงหลับไปแล้ว ม่านเมฆกดวางสายด้วยความผิดหวัง เขาเปิดเข้าไปดูรูปในแกลเลอรี รูปคู่ที่เขาถ่ายกับเธอบนรถ รอยยิ้มของเธอยังคงสดใสเหมือนดวงอาทิตย์ดวงเล็ก ๆ แต่วันนี้ ดวงอาทิตย์ดวงนั้นเริ่มไกลออกไปทุกที เขากลัว... กลัวว่าวันหนึ่ง ระยะทางและภาระหน้าที่จะกลายเป็นกรรไกรที่ตัดสายใยบาง ๆ ระหว่างเขากับเธอให้ขาดสะบั้น กลัวว่าในวันที่ฟาเดียต้องการใครสักคนที่สุด เขาจะไปไม่ทัน “เฮียคิดถึงหนูนะ ฟาเดีย” ม่านเมฆกุมโทรศัพท์แนบอก หลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า ซึมซับความอบอุ่นจาง ๆ จากหน้าจอโทรศัพท์ที่เริ่มเย็นชืด ในค่ำคืนที่เงียบงันนี้ ผู้ชายสองคน คนหนึ่งอยู่ที่สกลนคร อีกคนอยู่ที่ญี่ปุ่น ต่างก็กำลังเฝ้ามองผู้หญิงคนเดียวกันด้วยความรักและความหวงแหนในแบบของตัวเอง คนหนึ่งหวง เพราะกลัวลูกเจ็บ อีกคนหวง เพราะกลัวจะเสียเธอไป แต่คนที่อยู่ตรงกลางอย่างฟาเดีย กำลังหลับใหลโดยไม่รู้เลยว่า คลื่นลมแห่งความกดดันระลอกใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ รอวันที่ระเบิดออกมา คำศัพท์ : Supply Chain Disruption (การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน) คือ เหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดที่ขัดขวางการไหลเวียนของสินค้า บริการ และข้อมูลในเครือข่ายห่วงโซ่อุปทาน Lead Time (ระยะเวลานำ) คือ ระยะเวลารวมตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการจนถึงสิ้นสุดกระบวนการ Core Value (ค่านิยมหลัก) คือ หลักความเชื่อและแนวทางปฏิบัติที่เป็นแกนกลางขององค์กรหรือบุคคล ใช้เป็นเหมือน "DNA" เพื่อชี้นำการตัดสินใจ การกระทำ และสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน Quality Control (QC) หรือ การควบคุมคุณภาพ คือ กระบวนการตรวจสอบและแก้ไขข้อบกพร่องของสินค้าหรือบริการที่ผลิตเสร็จแล้ว เพื่อให้แน่ใจว่าตรงตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ Joint Venture (JV) หรือ กิจการร่วมค้า คือ การที่บุคคลหรือธุรกิจตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไป ตกลงร่วมกันลงทุนในโครงการหรือกิจการเฉพาะกิจ โดยนำทรัพยากร เช่น เงินทุน เทคโนโลยี หรือแรงงาน มารวมกันเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน แบ่งปันความเสี่ยง ผลกำไร และขาดทุน
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม