"เจ้าอินแปลงส่งจดหมายมาขอเร่งรัดเรื่องการแต่งงานของเจ้าไอยยาวัตกับลูกสาวของเรา" เจ้านางตองมา เจ้านางแห่งเวียงรุ่งเอ่ยกับคนสนิทอย่างไม่สบายใจ
"การเกี่ยวดองกับเวียงยองน่าจะเป็นผลดีกับเรา ทำไมเจ้านางถึงต้องกังวล" คำหล้านางข้าหลวงเอ่ยถาม
"ตามสัญญาที่เจ้าอินแปลงกับสามีของข้าที่เคยมีต่อกันคือจะให้ลูกสาวและลูกชายของพวกเราได้แต่งงานกันนั้น ไม่ได้บอกไว้ว่าหมายถึงลูกสาวคนใดของข้า" เจ้านางตองมากล่าวถึงสามีที่ล่วงลับไปแล้วและสัญญาที่เขามีต่อเพื่อนร่วมรบ
"ตามธรรมเนียมเหตุเช่นนี้ ถ้ามีฝาแฝดก็ต้องแต่งคู่อยู่แล้วนะแม่เจ้า" คำหล้าเอ่ยถึงกฎเวียง
"ถ้าแต่งคู่ เจ้าคิดรึว่าแก้วเจ้าจันทร์จะมีความสุข ข้ารู้จักแก้วคำพาดีนางไม่ยอมแน่"
"แล้วแม่เจ้าจะทำเยี่ยงไร ในอีกไม่กี่เพลาเจ้านางน้อยทั้งสองก็ต้องเดินทางไปเวียงยองแล้วนะเจ้า"
"ข้าจะให้เจ้าจันทร์ไปในฐานะน้องสาวของคู่หมาย เพียงไปส่งเท่านั้นเมื่อแก้วคำพากับไอยยาวัตเข้าพิธีแต่งงานกันเรียบร้อยแล้ว ข้าจะให้แก้วเจ้าจันทร์กลับเวียงรุ่ง" เจ้านางตองมากล่าวในที่สุด
แต่เรื่องมิเป็นตามที่เจ้านางตองมาได้ตัดสินใจไว้ เมื่อขบวนของเจ้านางทั้งสองแห่งเวียงรุ่งมาถึงคุ้มเวียงบัว อันเป็นคุ้มสำหรับใช้รับรองแขกสำคัญของเวียงยอง ในงานเลี้ยงต้อนรับนางทั้งสอง ไอยยาวัตเกิดความพึงพอใจต่อแก้วเจ้าจันทร์ มิใช่แฝดผู้พี่แบบแก้วคำพา
เจ้าไอยยาวัตได้บอกบิดาว่า เขาต้องการแต่งงานกับแก้วเจ้าจันทร์เพียงคนเดียวเท่านั้น ทำให้เจ้าอินแปลงต้องส่งราชสาส์นของเจ้านางตองมาที่แนบมาให้ไอยยาวัตได้อ่าน
เนื้อหาในสาส์นนั้นบอกว่า คู่หมายของเขาคือเจ้านางแก้วคำพา ส่วนฝาแฝดผู้น้องทำหน้าที่เป็นตัวแทนของคนชาวเวียงรุ่ง เข้าร่วมเป็นพยานในพิธีแต่งงานของเขาทั้งสองคนเท่านั้น และเมื่อเสร็จพิธีแล้ว เจ้านางแก้วเจ้าจันทร์และคนของนางจะเดินทางกลับเวียงรุ่ง
ไอยยาวัตคัดค้านสาส์นฉบับนั้น ตามข้อตกลงของบิดาทั้งสองฝ่าย บอกเพียงว่าจักให้มีการแต่งงานระหว่างบุตรชายและบุตรสาว ไม่ได้กำหนดว่าเป็นบุตรสาวคนใด หรือเจ้านางองค์ไหนของฝ่ายเวียงรุ่งเลย เขาจึงมีสิทธิ์ที่จะแต่งงานกับแก้วเจ้าจันทร์
เจ้าอินแปลงเรียกเจ้านางแก้วเจ้าจันทร์มาพบ ถามความสมัครใจของนางต่อหน้าเจ้าไอยยาวัต
"เจ้าลุง หลานมีคู่หมายแล้วเจ้าค่ะที่เวียงรุ่ง" เจ้าจันทร์ก้มหน้าตอบ นางมิกล้าเงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษทั้งสอง จึงมิเห็นแสงในตาของไอยยาวัตที่ลุกวาบด้วยความไม่พอใจ
"เจ้าเป็นคู่หมายของพี่ น้องจะมีคู่หมายเป็นชายอื่นได้อย่างไรเจ้าจันทร์" ไอยยาวัตถามด้วยความโกรธกรุ่นที่ระงับไว้ไม่มิด
"คู่หมายของท่านพี่คือพี่นางแก้วคำพา ไม่ใช่น้องหรอกเจ้าค่ะ" เจ้าจันทร์พยายามอธิบาย เธอแสนลำบากใจ จะทำเช่นไรก็ไม่พ้นการถูกใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโกรธเคือง
"อย่ามาหาทางหลบหลีกพี่ ในสัญญาของพ่อของพวกเราไม่ได้บอกสักคำว่าลูกสาวของท่านอาที่เป็นคู่หมายของพี่คือแก้วคำพา" ไอยยาวัตไม่ยินยอม
########################
“พ่อเลี้ยงมีอะไร คุยที่นี่ก็ได้มั้งคะ” พีรยาพูดขึ้นเมื่ออยู่กันตามลำพัง
“พี่ไม่อยากคุยที่วัด”
ไอยเรศเปิดประตูรถ จับตัวหญิงสาวให้เข้าไปนั่งในรถ พีรยาแทบจะกรีดร้องเมื่อเขาเห็นว่าการแตะต้องเนื้อตัวเธอเป็นเรื่องปกติที่เขาทำได้
“ฉันไม่ชอบให้ใครมาถูกตัว กรุณารักษาระยะห่างด้วยค่ะ”
เธอพูดเมื่อเขาขึ้นมาข้างในตำแหน่งคนขับ ไอยเรศเลิกคิ้วเมื่อได้ยินประโยคนั้น แต่เขาไม่พูดอะไรยิ่งทำให้เธอโมโห
พีรยามองเขาอย่างระแวงเมื่อไอยเรศขับรถกลับบ้านของเขาเอง “คุ้มเวียงบัว” บ้านก็น่ากลัว ผีก็เฮี้ยน เจ้าของบ้านก็ไว้ใจไม่ได้ เธอคิดในใจ
“ทำไมต้องมาที่นี่คะ” เธอถาม
“พี่มีอะไรอยากให้มดดู”
ไอยเรศพาพีรยาเข้าไปที่ห้องหนังสือ เขาเปิดตู้กระจกไม้สักโบราณ หยิบกล่องไม้หนาหนักออกมา ภายในมีกระดาษที่ถูกม้วนไว้ มันดูเก่ามากจนขึ้นคราบเหลือง มันคือสาส์นจากเจ้านางตองมาแห่งเวียงรุ่งที่ส่งถึงเจ้าอินแปลงของเวียงยองเมื่อร้อยกว่าปีก่อน
ในนั้นเขียนด้วยตัวอักษรไต แปลกที่เธอไม่เคยเรียนแต่กลับอ่านได้เข้าใจทั้งหมด เนื้อหาบอกว่าพระราชสาส์นนี้ฝากมาในขบวนของเจ้านางทั้งสองของเวียงรุ่งที่เดินทางมายังเวียงยอง เพื่อเข้าพิธีแต่งงาน
โดยที่ขบวนประกอบด้วยเจ้านางแก้วคำพาเป็นคู่หมายของเจ้าไอยยาวัต และเจ้านางแก้วเจ้าจันทร์ผู้เป็นน้องสาวฝาแฝด มาในฐานะพยานของทางเวียงรุ่ง และจะเดินทางกลับเวียงรุ่งเมื่อจบงานแต่งงานของไอยยาวัตและพี่สาวแล้ว
พีรยากวาดสายตาไปตามตัวษรอย่างรวดเร็ว ก่อนจะม้วนกระดาษแผ่นนั้นเก็บเหมือนเดิม
“แล้วทำไมเหรอคะ” หญิงสาวถาม
“เรื่องในอดีตคราวนั้นมันยังไม่จบ มันยังมีอะไรที่รอให้เรามาสะสาง” ไอยเรศพูด แต่พีรยาทำหน้าไม่เห็นด้วย
“เรื่องของคุ้มเวียงบัว ควรจะเป็นคนของที่นี่สะสางค่ะ”
“มันคือเรื่องของเรา” ไอยเรศยืนยัน
“พ่อเลี้ยงคะ อดีตคืออดีต ภพชาติจบก็คือจบ ทำไมเราต้องยึดติดอดีต” พีรยาพูดขึ้นมาตามที่ใจคิด
“เพราะเรื่องมันไม่จบไง มันยังมีใครอีกหลายคนที่รอเรามาจบเรื่องนี้ เช่น เจ้านางแก้วคำพา..”
เมื่อไอยเรศพูดจบ หน้าต่างก็ถูกลมพัดเปิดปิดอย่างแรง ฟ้าที่สว่างมืดครึ้มในทันทีมีลมพัดอย่างแรงจนกิ่งไม้หักหล่นใส่ระเบียงด้านที่ติดกับห้องนั้น
พีรยาสะดุ้งสุดตัว เธอมองไปนอกระเบียงเห็นร่างจางๆ ของหญิงสาวผู้หนึ่งห่มผ้าทอง ที่เธอจำได้ขึ้นใจว่าคือเจ้านางแก้วคำพา นางมองมาที่คนทั้งสองด้วยดวงตาเคียดแค้นชิงชัง ทั้งรักทั้งแค้นจนไม่อาจปล่อยวางได้
“ข้ารอ รอเจ้าสองคนมานานแล้ว แก้วเจ้าจันทร์ดวงจิตของเจ้าจะต้องถูกจองจำเหมือนข้า ไม่ว่าเจ้าจะอยู่แห่งหนใด ข้าจะตามเจ้าไปทุกที่ จนกว่าเราจะได้อยู่ด้วยกัน”
เสียงนั้นเหมือนลมที่พัดผ่านไป แต่ชัดเจนในโสตประสาทของคนทั้งสองยิ่งนัก