เหตุการณ์ตกน้ำเมื่อหลายวันก่อนคงเป็นสิ่งที่ฉีเหวินจดจำไปอีกนาน เพราะหลังจากที่นางอาการดีขึ้นในช่วงสายของวัน ฉีเหวินก็แอบดื้อแพ่งไปนั่งเล่นยังศาลากลางน้ำขณะที่ทุกคนออกไปจัดการธุระของตัวเอง แน่นอนว่าหลังจากนั้นพิษไข้ก็หวนกลับมาอีกครั้งชนิดที่ว่านางต้องนอนซมอยู่กับเตียงเป็นเวลากว่าสามวันเต็ม!
ทว่าสามวันที่ว่านั้นเป็นเพียงช่วงเวลาที่นางไม่สามารถลุกขึ้นจากเตียงได้เท่านั้น แต่หากนับรวมช่วงเวลาที่เฟยหลงมานั่งเฝ้ากึ่งบังคับนางที่เรือนตลอดช่วงกลางวัน ทั้งยังสั่งให้ลี่ฟางมานอนเฝ้านางต่อในช่วงกลางคืนอีกสี่วัน โดยรวมก็ต้องนับว่านางโดนกักบริเวณไม่ให้ไปไหนมาเจ็ดวันเต็มแล้ว
ขาเรียวก้าวเดินไปตามทางเดินอย่างไร้เสียงท่ามกลางความสงบเงียบยามวิกาล ฉีเหวินที่โดนบังคับให้นอนพักมาถึงเจ็ดวันกำลังแอบหลบออกมาเดินเล่นเพราะเบื่อการต้องนอนอุดอู้อยู่แต่ในเรือนเต็มทน ตอนนี้นางไม่มีอาการป่วยใด ๆ หลงเหลืออีกต่อไป ซึ่งนั่นทำให้คืนนี้ลี่ฟางไม่ต้องมานอนเฝ้านางที่เรือนตอนกลางคืนเหมือนอย่างหลายวันที่ผ่านมา
“...แล้วที่นี่มันที่ไหนละเนี่ย?”
ฉีเหวินได้แต่ขยี้ผมตัวเองอย่างหงุดหงิด เพราะเผลอแป๊บเดียวนางก็มาโผล่ที่ไหนก็ไม่รู้อีกแล้ว นางพยายามเดินย้อนกลับไปในเส้นทางเดิมที่ใช้ในตอนขามา ทว่ายิ่งเดินกลับยิ่งไม่คุ้นทางเสียอย่างนั้น
ฟึ่บ! ฟึ่บ!
เสียงของบางอย่างที่เคลื่อนไหวผ่านอากาศเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
ทำให้หญิงสาวอดที่จะชะงักเท้าของตัวเองไว้ไม่ได้ ตากลมสอดส่ายมองหาที่มาของเสียงนั้นอย่างหวาดระแวงพักหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจแอบย่องไปยังทิศทางซึ่งเป็นต้นเสียงอย่างเงียบเชียบ
“นั่นมัน...”
ภาพที่ปรากฏให้เห็นตรงหน้า คือชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ผู้มีเส้นผมสีเงินยวงซึ่งกำลังยืนกวัดแกว่งดาบอย่างคล่องแคล่วอยู่ภายใต้แสงจันทร์
แม้ในคืนนี้แสงสว่างจะไม่ได้มีมากนักเพราะไม่ใช่วันพระจันทร์เต็มดวง ทว่าคมดาบที่ส่องสะท้อนกับหยาดเหงื่อซึ่งไหลซึมตามกรอบหน้ากลับช่วยขับให้ร่างนั้นเปล่งประกายน่าจับตาเสียเหลือเกิน
ฉีเหวินจ้องมองการเคลื่อนไหวอันแสนดุดันของอีกฝ่ายอย่างเพลิดเพลิน เรียกได้ว่ากว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เป็นตอนที่ไป่หูหยุดการเคลื่อนไหวและเดินเข้ามาหาตนเสียแล้ว
“คือว่าข้า...”
หญิงสาวพยายามจะเปิดปากขึ้นพลางคิดหาข้อแก้ตัวอย่างยากลำบาก เพราะยิ่งนางอึกอักมากเท่าไหร่ เขายิ่งเข้ามาใกล้มากขึ้นเท่านั้น ดวงตาสีทองอ่อนนั่นกำลังจับจ้องมาที่นางอย่างไม่วางตา แต่กระนั้นกลับไม่มีคำพูดใดที่หลุดออกมาจากปากของคนตรงหน้าเลยแม้แต่คำเดียว ทั้งหมดที่เขาทำมีเพียงก้าวเข้ามาหานางอย่างช้า ๆ เท่านั้น
ทางด้านร่างบางที่เห็นดังนั้นก็เผลอก้าวถอยหลังอย่างลืมตัว ยิ่งเห็นว่าอีกฝ่ายยื่นมือทางตัวเอง ฉีเหวินก็รีบปิดตาแน่นด้วยความหวาดกลัวในทันที
“...”
ทว่าแม้เวลาจะผ่านไปแล้วแต่กลับไม่มีเรื่องน่ากลัวอย่างที่ฉีเหวินคาดคิดไว้เกิดขึ้นเลย เพราะนอกจากสัมผัสแผ่วเบาที่สัมผัสได้จากบนศีรษะชั่วขณะหนึ่ง นางก็ไม่รู้สึกว่าเขาทำอะไรไปมากกว่านี้อีก
คนตัวเล็กกลั้นใจเปิดเปลือกตาที่ปิดแน่นขึ้นอย่างเชื่องช้า ด้วยไม่อาจเก็บความสงสัยของตนได้ไหว ก่อนจะพบว่าเขาถอยห่างออกไปเสียแล้ว
“สิ่งนี้...”
ไป่หูพูดขึ้นเมื่อเห็นความงุนงงบนใบหน้าคนที่ทำท่าทางหวาดกลัวเขาเสียเต็มประดา ก่อนจะแบมือที่เต็มไปด้วยบาดแผลจากการฝึกตนออกมา เพื่อให้เห็นถึงกลีบบุปผางดงามกลีบหนึ่งในกำมือ
“...มันติดอยู่บนผมของเจ้า”
ฉีเหวินถึงกับทำหน้าไม่ถูก เมื่อตนเองเผลอคิดหวาดกลัวไปไกล ทั้งที่ความจริงเขาเพียงช่วยหยิบกลีบดอกไม้บนเส้นผมออกให้เท่านั้น แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้เปิดปากพูดอะไรออกมา คนตรงหน้าก็เริ่มบทสนทนาขึ้นมาอีกครั้งเสียก่อน
“...มาทำอะไรอยู่ที่นี่?” พยัคฆ์หนุ่มเอ่ยถามขึ้นเพื่อทำลายบรรยากาศอันน่าอึดอัด แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มจืดเจื่อนบนใบหน้างดงามนั่น เขาก็เดาสิ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นคำตอบออกไป “...หลงทางงั้นหรือ?”
“ทำไมท่านถึงได้...!?” หญิงสาวอดไม่ได้จริง ๆ ที่จะรู้สึกแปลกใจ เพราะตั้งแต่มาอาศัยในร่างนี้ นางแทบจะไม่เคยพูดอะไรกับ ‘เทพไป่หู’ ผู้นี้เลย ทั้งเรื่องที่นางมักจะหลงทางอยู่บ่อย ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนรับรู้เสียด้วย จึงช่วยไม่ได้เลยที่จะรู้สึกสงสัยขึ้นมา
“...วันนั้นหลังจากที่เจ้าความจำเสื่อม เจ้าเคยพูดว่าเจ้าหลงทาง”
“....?” แล้วมันเกี่ยวกันตรงไหนกัน?
“ข้าเลยคิดว่าเจ้าอาจจะจำทางไม่เก่ง”
‘คนประหลาด’ คือคำแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของฉีเหวินในเวลานี้ แต่กระนั้นนางกลับสัมผัสได้ถึงความใส่ใจที่เขามีให้
แม้ภาพลักษณ์และวิธีการพูดของเขาอาจจะดูแปลกไปสักหน่อย แต่อย่างน้อยนางก็รู้สึกได้ว่าเขาไม่ใช่คนเลวร้ายหรือน่ากลัวอย่างที่คิดไว้ในตอนแรก จนฉีเหวินอดรู้สึกผิดไม่ได้กับการแสดงออกของตนเมื่อครู่
“ท่านไป่หูช่างสังเกตกว่าที่ข้าคิดนะเจ้าคะ” รอยยิ้มเป็นมิตรถูกมอบให้อีกฝ่ายอย่างจริงใจ ก่อนที่ฉีเหวินจะยกมือขึ้นเกาแก้มตนเองอย่างขัดเขิน เมื่อต้องสารภาพความเปิ่นของตัวเองออกมา
“...ข้าตั้งใจจะออกมาเดินเล่นสูดอากาศเสียหน่อย แต่กว่าจะรู้ตัวอีกที ข้าก็ไม่ทราบเสียแล้วว่า หากจะกลับไปที่เรือนของตนเองจะต้องไปทางไหน”
แม้นางจะพูดสารภาพเรื่องการหลงทางของตนออกไป แต่กระนั้นกลับไม่มีการหัวเราะเยาะหรือตำหนิติเตียนใด ๆ จากอีกฝ่ายเลย ทั้งหมดที่ชายตรงหน้าแสดงออกมามีเพียงการพยักหน้ารับเล็กน้อยครั้งหนึ่งเท่านั้น
ซึ่งสำหรับฉีเหวินแล้วกลับรู้สึกดียิ่งนัก ที่เขาไม่ได้ตัดสินนางเหมือนอย่างที่จูเชว่ทำบนโต๊ะอาหารเมื่อคราวก่อน
เอาเถอะ นางไม่ได้โกรธเคืองอะไรเจ้านกแดงนั่นหรอก เพราะหลังจากอยู่ที่นี่มาพักหนึ่ง นางก็พอจะรู้แล้วว่าหมอนั่นก็เป็นพวกเน้นใช้ปากโดยไม่ผ่านการกลั่นกรองจากสมอง ดังนั้นจะเอามาคิดเป็นจริงเป็นจังไปก็คงปวดหัวเปล่า ๆ ในเมื่อเจ้านั่นยังพอมีสำนึกและรู้จักขอโทษอยู่บ้าง อย่างน้อยก็นับว่ายังไม่ได้เลวร้ายเกินเยียวยาละนะ
“ว่าแต่ท่านมาทำอะไรที่นี่หรือเจ้าค่ะ? ตอนนี้มันดึกมากแล้วมิใช่หรือ?” ฉีเหวินเอ่ยถามขณะที่เดินตามร่างสูงไปยังกลางลานพลางจ้องมองกระบี่เล่มงามที่ปักไว้บนพื้นเมื่อครู่ถูกนำมาเก็บเข้าฝัก ก่อนที่เขาจะหันมาตอบนางสั้น ๆ คำหนึ่ง
“...ฝึก”
“แล้วเหตุใดถึงต้องมาฝึกในตอนนี้เล่า? เวลาเช่นนี้ท่านควรจะพักผ่อนได้แล้วนะเจ้าคะ”
เพราะความขี้สงสัยของฉีเหวิน ทำไมให้นางเผลอละลาบละล้วงถามออกไปอย่างลืมตัว กระทั่งนางได้รับเพียงความเงียบของคนที่ตนเองกำลังเดินตามอย่างไม่รู้ตัวเป็นคำตอบ หญิงสาวถึงได้สำนึกได้ว่าเผลอกระทำการเสียมารยาทออกไปเสียแล้ว
“ขออภัย ข้าก้าวก่ายมากเกินไปเสียแล้ว...”
“...มิใช่เช่นนั้น”
คนที่เงียบมานานพูดตอบออกมาเสียงเบา เมื่อได้ยินน้ำเสียงหงอยเหงาของคนที่เดินตามมาด้านหลัง กระทั่งเขาเดินนำมายังปลายทางซึ่งเป็นเรือนส่วนตัวของอีกฝ่าย ไป่หูจึงหันไปตอบคำถามนั้นในท้ายที่สุด
“...ที่ข้าไม่ฝึกกระบี่ในตอนกลางวัน เพราะไม่อยากให้ใครตกใจเท่านั้น”
ไป่หูรู้ดีว่าลำพังเพียงรูปร่างหน้าตาของเขาก็ทำให้ใครต่อใครหวาดกลัวกันมากอยู่แล้ว หากเดินไปไหนมาไหนพร้อมกับกระบี่อีก เกรงว่าคงจะไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่ และเพราะเขาเองก็ไม่ได้อยากทำให้ใครต้องรู้สึกไม่ดีเช่นกัน จึงเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการกระทำเช่นนั้นไปโดยปริยาย
“ถึงเรือนของเจ้าแล้วล่ะ...”
“เอ๊ะ!?”
ฉีเหวินกวาดสายตามองรอบข้างอย่างงุนงง ด้วยนางไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าตนกลับมาถึงเรือนตั้งแต่เมื่อไหร่ และยังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยคำขอบคุณอันใด ร่างสูงใหญ่ก็หันหลังเดินจากไปไกลเสียแล้ว...
“ขอบคุณท่านที่มาส่งข้านะเจ้าคะ”
หญิงสาวพูดออกไปโดยหวังใจว่าเขาจะได้ยินมัน ใจจริงนางก็อยากจะพูดเสียงดังกว่านี้อยู่หรอกนะ แต่เพราะตอนนี้มันดึกมากแล้ว หากตะโกนเสียงดังออกไป เกรงว่าคนอื่น ๆ จะแตกตื่นกันไปหมด
ฉีเหวินมองส่งแผ่นหลังองอาจนั้นจนเขาเดินหายลับไปจากสายตา ก่อนจะหมายมั่นในใจว่าจะต้องขอบคุณเขาดี ๆ สักครั้งให้จงได้และหมุนตัวกลับเข้าเรือนไปในที่สุด
.
.
ที่อีกด้านหนึ่ง ไป่หูกำลังลอบยิ้มบางเบากับคำขอบคุณนั้นเพียงลำพัง แม้นว่าเสียงของนางจะไม่ได้ดังเท่าไหร่นัก แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นสัตว์เทพ ย่อมมีหูที่ดีกว่าคนธรรมดาอยู่แล้ว
เพราะนางสูญเสียความทรงจำในอดีตไป บางทีฉีเหวินคงจะจำไม่ได้ว่านี่เป็น ‘ครั้งแรก’ ที่เรามีโอกาสได้สนทนากันด้วยซ้ำ
ที่จริงนับแต่วันนั้นที่หวงหลงสั่งให้มาอยู่ที่นี่ในฐานะ ‘ว่าที่สามี’ ของนาง ไป่หูก็คิดสงสัยมาตลอดว่า หากนางหวาดกลัวเขาขนาดที่ไม่แม้แต่จะมองหน้า แล้วเหตุใดจึงต้องอยากให้เขามาอยู่ที่นี่ด้วย
แต่แม้จะคิดเช่นนั้น ทว่าเขากลับรู้สึกว่าชีวิตที่นี่มันไม่ได้เลวร้ายอะไร ทั้งยังรู้สึกสบายใจมากกว่าตอนที่ต้องอยู่ในเขตแดนของตนเสียด้วยซ้ำ
ไป่หูไม่เคยชอบเลย ยามที่เห็นว่าคนรอบข้างต้องมานั่งสั่นกลัวเวลาสนทนากัน เพราะมันทำให้เขารู้สึกไม่ดีในใจอย่างบอกไม่ถูก ถึงแม้นว่าตลอดการมาอยู่ที่นี่เขาจะไม่ได้สนิทสนมกับสัตว์เทพคนอื่น ๆ แต่อย่างน้อยที่สุด คนพวกนั้นก็ไม่ได้หวาดกลัวไป่หูสักเท่าไหร่
แน่นอนว่าช่วงแรก ๆ เขาก็แอบหวังใจว่าหากพวกเราสามารถสนิทสนมกันได้ มันก็คงจะเป็นเรื่องดีไม่น้อย ทว่าหลังจากมาใช้ชีวิตที่นี่ได้สักพัก เขาก็เลิกคาดหวังสิ่งเหล่านั้นไปโดยปริยาย เพราะเท่าที่สังเกตมา ทุกคนต่างใช้ชีวิตของตัวเองจนแทบจะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกันเลย
อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงไป นับแต่วันนั้นที่ฉีเหวินสูญเสียความทรงจำ...
เขายังจำเหตุการณ์วันนั้นที่ไปดูอาการนางที่เรือนพักได้เป็นอย่างดี สภาพยุ่งเหยิงและท่าทีแปลกประหลาดนั่น ทำให้เขารู้สึกสังหรณ์ใจถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนไป ยิ่งได้เห็นการลับฝีปากระหว่างนางกับจูเชว่และชิงหลงในวันนั้น รวมทั้งการเข้าหาเสวียนอู่จนอีกฝ่ายเริ่มยอมเปิดใจ ไป่หูยิ่งรู้สึกว่าสตรีผู้นี้อาจจะกลายเป็น ‘ตัวแปรสำคัญ’ ที่ทำให้พวกเขาความสัมพันธ์ของพวกเขาเปลี่ยนไปก็เป็นได้
ฉีเหวินในตอนนี้มีความน่าดึงดูดอะไรบางอย่างที่ยากจะละสายตา และดูเหมือนว่าคนที่คิดเช่นนั้นจะไม่ได้มีแต่เขาเพียงคนเดียวเสียด้วย...
ทว่าเรื่องความคิดความรู้สึกของคนอื่นจะเป็นอย่างไร ไป่หูหาได้สนใจไม่ สิ่งที่เขาสนใจมีเพียงเรื่องที่ว่า เขาเองก็อยากจะรู้จักสนิทสนมกับนางเหมือนอย่างคนอื่น ๆ บ้างก็เท่านั้น ซึ่งไป่หูหวังว่ามันจะไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปนัก สำหรับคนที่ไม่รู้วิธีเข้าสังคมเลยสักนิดอย่างเขา
วันนี้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฝึกฝนตัวเองมาเกือบร้อยปี ที่เขารู้สึกดีใจกับการได้ออกมาฝึกตนยามวิกาล เพราะบทสนทนาที่มีร่วมกันเมื่อครู่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในการจะทำความรู้จักกับนางและคนอื่น ๆ มากขึ้นอีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียว...