“อะ เอ่อ... คือว่า...”
เสวียนอู่ซึ่งตั้งใจจะมาเยี่ยมไข้เอ่ยเรียกคนที่เอาแต่จ้องมองไปยังทิศทางหนึ่งด้วยสายตาน่ากลัวอย่างระมัดระวัง ขณะที่ครึ่งมังกรหนุ่มซึ่งได้ยินเสียงเอ่ยทักรีบหันมายังต้นเสียงด้วยความแปลกใจ
คนเด็กกว่าที่คล้ายเข้าใจความสงสัยบนใบหน้าของอีกฝ่าย จึงพูดขยายความถึงสาเหตุที่ตนมาอยู่ที่นี่ให้คนตรงหน้าได้ฟัง
“ข้าได้ยินมาว่าฉีเหวินล้มป่วย เลยตั้งใจจะแวะมาเยี่ยมไข้น่ะขอรับ”
เฟยหลงที่ได้ยินเช่นนั้นจึงเร่งสงวนอาการของตนให้กับมาเรียบร้อยและสง่างามเหมือนอย่างทุกที ขณะที่เบี่ยงตัวอนุญาตให้เทพเต่าดำเข้ามาในห้องโดยง่าย เขาเหลือบสายตามองไปยังทิศที่เห็นความเคลื่อนไหวของเทพประจำทิศใต้อีกครั้งหนึ่งเป็นการทิ้งท้าย ก่อนจะปิดประตูเรือนหลังนี้ให้เรียบร้อย
“ข้าวต้มนี่มันดูจืดชืดมากเลยนะลี่ฟาง เจ้าไม่มีของที่น่าจะอร่อยกว่านี้ให้ข้ากินแล้วหรือ?”
เสียงกระเง้ากระงอดที่ดังมาให้ได้ยินแต่ไกล ทำให้เฟยหลงอดทอดถอนใจไม่ได้ ก่อนจะต้องเร่งฝีเท้าก้าวเข้าไปหาคนป่วยจอมโวยวาย ซึ่งกำลังนั่งงอแงกับคนสนิทอยู่ด้านในห้อง
“ตอนนี้เจ้าป่วยอยู่ ต้องทานอาหารอ่อนไปก่อน”
ร่างสูงที่ก้าวเข้ามาพร้อมกับเทพเต่าดำพูดเตือนหญิงสาวซึ่งกำลังเบะปากด้วยท่าทางสุขุมและเป็นผู้ใหญ่ ขณะที่หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวถัดจากอีกฝ่าย แต่เมื่อดวงตาทองอร่ามที่แฝงไว้ด้วยความดื้อรั้นตวัดมองมาอย่างไม่พอใจ เฟยหลงก็รีบพูดเปลี่ยนเรื่องไปในทันที
“...เสวียนอู่เขามาเยี่ยมไข้เจ้าน่ะ”
ทางด้านเจ้าของชื่อที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ลูบท้ายทอยตัวเองอย่างทำอะไรไม่ถูก เมื่อสายตากลมโตคู่นั้นจ้องตรงมา กระทั่งเห็นรอยยิ้มของคนตัวเล็กที่เขานึกเป็นห่วงมากจนต้องแวะมาเยี่ยมดูอาการก่อนเวลาที่ เสวียนอู่ถึงได้ลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“ข้าดีใจที่เจ้าอาการดีกว่าที่ข้าคิดเอาไว้มาก...”
เสวียนอู่พูดออกมาด้วยความสบายใจ เมื่อประกายในดวงตาของหญิงสาวตรงหน้ายังคงเจิดจ้าเหมือนอย่างทุกวัน ก่อนที่เขาจะดึงหนังสือภาพเล่มหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อและยื่นมันให้อีกฝ่าย
“...ข้าคิดว่าเจ้านอนพักรักษาตัวเฉย ๆ อาจจะเบื่อก็เป็นได้ ก็เลย...”
“เสวียนอู่น้อยของข้ามีน้ำใจยิ่งนัก ขอบใจเจ้าที่เป็นห่วงข้า”
ฉีเหวินว่าพลางแย้มยิ้มอย่างมีความสุข โดยไม่ได้สังเกตเห็นประกายความไม่พอใจของคนที่นั่งอยู่ข้างตนเลยแม้แต่น้อย
มือเรียวกวักเรียกสหายหนุ่มที่ทำท่าจะปลีกตัวออกไปด้านนอกเอาไว้ ก่อนจะลากให้อีกฝ่ายมานั่งลงบนโต๊ะด้วยกัน
“มานั่งด้วยกันก่อนสิ เอาไว้ข้าทานข้าวต้มจืด ๆ นี่เสร็จ เดี๋ยวข้าจะทำกระต่ายน้อยให้เจ้าทานเหมือนทุกวันดีหรือไม่?”
“...กระต่ายน้อยงั้นหรือ?” เฟยหลงอดไม่ได้ที่จะพูดแทรกบทสนทนาของน้องสาวบุญธรรม เมื่อความสงสัยเกิดขึ้นในใจ
ฉีเหวินที่เห็นเครื่องหมายคำถามบนใบหน้าที่มักจะสงบนิ่งตลอดเวลาของคนข้าง ๆ จึงแย้มยิ้มกว้างตามประสาคนขี้แกล้ง
“หากท่านพี่เฟยหลงอยากทานด้วย เช่นนั้นพวกเราก็รีบทานอาหารนี่กันก่อนเถอะเจ้าค่ะ”
พูดจบ หญิงสาวก็หันกลับไปให้ความสนใจกับข้าวต้มตรงหน้าตนอีกครั้ง โดยทำเป็นไม่เห็นคิ้วคมที่แอบขมวดน้อย ๆ นั่นเลยแม้แต่น้อย กระทั่งอาหารตรงหน้าหมดลง ฉีเหวินก็รีบสั่งให้คนของตนไปเตรียมผิงกั๋วมาให้ในทันที
มือเรียวเคลื่อนไหวอย่างไหลลื่นเหมือนอย่างทุกวัน ขณะที่เปลือกสีแดงสดของผลไม้ซึ่งกำลังส่งกลิ่นหวานฉ่ำค่อย ๆ หล่นลงบนจาน สายตาทั้งสองคู่จับจ้องมือขาวที่กำลังพลิ้วไหวราวกับต้องมนตรา กว่าจะรู้ตัวอีกทีกระต่ายน้อยจำนวนมากก็เรียงรายลงบนจานพร้อมรับประทานเสียแล้ว
“...เจ้าทำเรื่องพวกนี้เป็นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?” เฟยหลงอดไม่ได้จริง ๆ ที่จะเอ่ยถาม ยามที่หยิบกระต่ายน้อยสีแดงสดตรงหน้าขึ้นมามองอย่างฉงน
เท่าที่เขาทราบ ฉีเหวินไม่เคยคิดจะจับมีดเข้าครัวมาก่อน และตลอดหลายปีมานี้ เขาไม่เคยเห็นนางยุ่งเกี่ยวกับการทำอาหารอะไรเลยสักอย่าง ดังนั้นการที่นางมีฝีมือถึงขนาดนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมากสำหรับเขา
ทว่าคำถามนั้นของตนกลับจางหายไปกับอากาศ เมื่อหญิงสาวตรงหน้าทำราวกับไม่ได้ยินมันเสียอย่างนั้น สุดท้ายชายหนุ่มจึงต้องเลิกสงสัยและหยิบเจ้ากระต่ายน้อยนั่นใส่ปากไปเงียบ ๆ แทน
“คุณหนูเจ้าคะ คือว่า...” ลี่ฟางที่ถูก ‘บังคับ’ โดยใครบางคนพูดขึ้นอย่างลำบากใจ เมื่อเห็นว่าเจ้านายทั้งสามคนกำลังใช้เวลาร่วมกัน กระทั่งเห็นว่าคุณหนูของตนหันมาให้ความสนใจ เด็กสาวจึงเร่งพูดธุระของตนออกไปในทันที “สิ่งนี้ คือว่า....”
“อะไรกันอาฟาง นี่เจ้ายังไม่ได้ทานมันอีกงั้นหรือ?” ฉีเหวินถามคนสนิทของตนด้วยความแปลกใจ เมื่อเห็นจานผลไม้เชื่อมเหมือนกับที่ตนทำขึ้นเมื่อวาน
บ่ายวานนี้นางแบ่งผลไม้เชื่อมบางส่วนนอกจากที่ถือไปให้เสวียนอู่ให้ลี่ฟางได้ลองทาน ไม่คิดเลยว่านางจะเก็บไว้ข้ามคืนมาจนถึงตอนนี้
“เจ้าไม่ชอบหรือเปล่า? หรือว่ามันหวานเกินไปกัน?”
“มะ ไม่ใช่นะเจ้าคะ! ผลไม้เชื่อมของคุณหนูอร่อยมากเลยเจ้าค่ะ
ตะ แต่นี่เป็น...”
“อ๊ะ! ข้ารู้แล้ว! เจ้าเห็นว่าข้าป่วยจึงทำมาให้ข้าใช่หรือไม่?” เสียงหวานพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะหยิบผลไม้เชื่อมในจากใส่เข้าปาก หลังจากละเลียดชิมรสหวานที่แผ่ซ่านอยู่ทั่วโพรงปาก ฉีเหวินจึงหันไปชื่นชมคนสนิทของตัวเองอย่างมีความสุข
“อร่อยมาก! อาฟางของข้าช่างมีความสามารถยิ่งนัก!”
“คุณหนู... นั่นไม่ใช่ของที่ข้าทำขึ้นหรอกนะเจ้าคะ?”
“...?”
“เมื่อเช้านี้... คุณชายจูเชว่มาถามข้าถึงวิธีการทำผลไม้เชื่อมที่คุณหนูสอนไว้เมื่อวาน แล้วเมื่อครู่คุณชายจูเชว่ก็นำสิ่งนี้มามอบให้ข้า โดยบอกว่าฝากนำมาให้คุณหนูน่ะเจ้าค่ะ”
“ฮะ!? เมื่อกี้เจ้าบอกว่าใครเอามาให้ข้านะ!?”
เทพมังกรสาวอดไม่ได้จริง ๆ ที่จะถามซ้ำเพื่อความแน่ใจ ว่าตนไม่ได้หูฝาด ก่อนจะหันกลับมาจ้องมองผลไม้วาวฉ่ำบนจานด้วยความแปลกใจ กระทั่งนางเห็นบางสิ่งที่ถูกสอดไว้ใต้จานใหญ่ หญิงสาวจึงรีบหยิบมันออกมาคลี่ออกดูในทันที
‘ขอโทษ’ เป็นคำสั้น ๆ เพียงคำเดียวที่ถูกเขียนลงบนกระดาษ
ฉีเหวินไม่รู้จริง ๆ ว่าตัวเองควรจะตกใจเรื่องที่เขาทำผลไม้เชื่อมตรงหน้าหรือเรื่องเนื้อความในกระดาษมากกว่ากัน แต่กระนั้นบนใบหน้านางกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มอย่างไม่รู้ตัว เมื่อนึกถึงภาพของเจ้าคนปากเสียนั่นที่กำลังเข้าครัวเพื่อทำผลไม้เชื่อมจานนี้ขึ้นมา
‘บางทีจูเชว่อาจจะไม่ใช่คนไม่น่าคบหา เพียงแต่เข้าหาใครไม่เป็นมากกว่า’ นั่นคือสิ่งที่ฉีเหวินสัมผัสได้ในเวลานี้...
เอาเถอะ ในเมื่อเขายอมลดทิฐิมาขอโทษนางเช่นนี้ ฉีเหวินจะยอมยกโทษให้เขาดี ๆ สักครั้งก็ได้ ดูเหมือนว่าบางทีการคิดจะผูกมิตรกับเจ้านกแดงนั่นอาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่นางคิดเอาไว้ละนะ...