“ตื่นแล้วหรือ? เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง?”
น้ำเสียงนุ่มทุ้มที่ดังขึ้นข้างหู ทำให้ฉีเหวินที่เริ่มรู้สึกตัวพยายามเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างยากลำบาก ตากลมกะพริบอย่างเชื่องช้าเพื่อปรับตัวกับแสงสว่าง ก่อนจะกวาดมองรอบกายจนไปสะดุดเข้ากับร่างหนึ่งที่นั่งพิงหัวเตียงอยู่ข้างศีรษะของตน
อาการปวดหัวและครั่นเนื้อครั่นตัวทำให้นางรับรู้ได้ไม่ยากเลยถึงความผิดปกติของร่างกายตนเอง ก่อนที่ฉีเหวินจะพยายามเค้นเสียงพูดอย่างยากลำบากเพราะลำคออันแห้งผาก ตรงกันข้ามกับความรู้สึกความอบอุ่นที่กำลังแผ่ซ่านอยู่ภายในใจ ยามที่เห็นว่ามีคนเคียงข้างนางในตอนที่ป่วย
“ท่านพี่เฟยหลง ท่านอยู่ที่นี่เพื่อดูแลข้าหรือเจ้าคะ?” หญิงสาวอดไม่ได้จริง ๆ ที่จะรู้สึกประทับใจการกระทำของอีกฝ่าย
เป็นเวลานานมากแล้วที่ฉีเหวินต้องนอนจับไข้เพียงลำพังโดยไม่มีใครเฝ้าไข้เพราะใช้ชีวิตด้วยตัวเองมาตลอด ดังนั้นความรู้สึกของการได้รับการดูแลจากใครสักคนจึงค่อนข้างเป็นอะไรที่แปลกใหม่
ทางด้านเฟยหลงที่เห็นประกายความคาดหวังซึ่งฉายชัดออกมาจากดวงตาคู่งาม ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอยากกลั่นแกล้งอีกฝ่ายขึ้นบ้าง เหมือนกับที่นางมักทำกับคนอื่น ๆ
แน่นอนว่าเขาไม่มีทางพูดออกมาอย่างเด็ดขาด ว่าบางครั้งเขาก็แอบอิจฉาเสวียนอู่กับจูเชว่อยู่บ้าง เพราะทุกครั้งที่ฉีเหวินอยู่กับสองคนนั้น มักจะดูสนุกสนานและมีชีวิตชีวาอยู่ตลอด
บางทีเฟยหลงก็คิดอยากจะลองสนิทสนมกับนางดู เผื่อรอยยิ้มเหมือนอย่างวันนั้นจะปรากฏขึ้นต่อหน้าเขาอีกสักครั้ง
“เป็นเจ้าที่รั้งข้าไว้ไม่ยอมให้ไปไหน...” เขาตอบนางออกไปเช่นนั้น พลางเหลือบตามองไปยังมือซึ่งถูกนำไปกอบกุมไว้ช้า ๆ
ฉีเหวินที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ยู่หน้าพองแก้มด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะพูดออกไปอย่างแง่งอน
“ไอเราก็นึกว่าจะมีน้ำใจเสียอีก...”
‘น่ารัก...’ นั่นเป็นความคิดแรกที่ปรากฏขึ้นมาในหัวของเฟยหลง ซึ่งบัดนี้ก็ยังคงละสายตาจากแก้มกลม ๆ ตรงหน้าไม่ได้ กระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับคนที่ยังนอนกอดมือตน ครึ่งมังกรหนุ่มเริ่มรู้สึกว่าการจะจัดท่าทางตนให้เป็นธรรมชาติช่างเป็นเรื่องที่ยากเย็นเหลือเกิน
“มือข้า... เจ้าไม่คิดจะปล่อยหน่อยงั้นหรือ?” ชายหนุ่มถามขึ้นด้วยท่าทีอึกอัก เพราะตากลมซึ่งจับจ้องมาที่เขาราวกับจับผิดนั่น มันทำให้เขาวางตัวลำบาก
ฉีเหวินที่เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังเสียอาการ จึงแกล้งกระชับฝ่ามือพลางดึงมันเข้ามาใกล้ใบหน้าให้มากกว่าเดิม
“ในเมื่อท่านอุตส่าห์ให้ข้ายืมจับมาตั้งนาน หากข้าจะขอยืมต่ออีกสักประเดี๋ยว จะเป็นไรไปเล่า?” พูดไปก็ไซร้แก้มของตนเข้ากับหลังมือคนที่นั่งอยู่ด้วยท่าทางราวกับลูกแมว เพราะสำหรับนางที่เป็นไข้แล้ว มือเย็น ๆ แบบนี้ให้ความรู้สึกที่ดีไม่น้อย ทั้งฉีเหวินก็ไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อย เพียงร่างกายสัมผัสโดนกันนิดหน่อยย่อมไม่ใช่ปัญหา
“ซุกซนไม่มีใครเกิน... ข้าถามหน่อยเถิด เจ้าแค่ล้มหัวฟาดพื้นจริง ๆ หรือ? เหตุใดจึงกลายเป็นคนช่างพูดมากขึ้นได้ถึงขนาดนี้?” เฟยหลงอดไม่ได้จริง ๆ ที่จะตั้งคำถามนี้ขึ้นมา เพราะเมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงของหญิงสาวตรงหน้า หากมีคนบอกกับเขาว่านางเป็นดวงวิญญาณอื่นมาเข้าร่าง เขาคงจะเชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัยเป็นแน่
“...นั่นเป็นคำชมจากท่านพี่เฟยหลงหรือเจ้าคะ?”
“ต่อปากต่อคำเก่งยิ่งนัก ข้าคร้านจะเถียงกับเจ้าแล้ว... เอาเป็นว่าตอนนี้ช่วยปล่อยมือข้าก่อนเถิด หากมัวแต่เล่นเช่นนี้ เดี๋ยวเจ้าก็ไม่ได้ทานข้าว ทานยากันพอดี”
เมื่อพูดถึงอาหาร ท้องน้อย ๆ ของฉีเหวินก็พาลส่งเสียงร้องออกมาอย่างแข็งขัน หญิงสาวปล่อยมือที่กอบกุมไว้ตามคำพูดของอีกฝ่ายโดยพลัน ขณะที่ชันตัวขึ้นนั่งและมองตามแผ่นหลังที่ก้าวออกไปสั่งเด็กรับใช้ซึ่งรออยู่ด้านนอก
คำพูดของเฟยหลงที่ลอยมาเข้าหูนางซึ่งลุกขึ้นมานั่งรออย่างใจจดใจจ่อ ทำให้ฉีเหวินอดเลิกคิ้วน้อย ๆ ไม่ได้ กระทั่งเห็นว่าอีกฝ่ายเดินกลับมาที่ข้างเตียงและหย่อนตัวลงบนเก้าอี้ที่ไม่รู้ว่าถูกนำมาตั้งไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ นางก็รีบถามสิ่งที่ตนสงสัยออกมาในทันที
“เมื่อครู่ข้าได้ยินท่านพี่เฟยหลงสั่งให้คนยกสำรับมาสองที่ใช่หรือไม่? ...ท่านยังไม่ได้ทานอะไรอีกงั้นหรือ? ตอนนี้เลยเวลาอาหารมามากแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ?” นางว่าพลางมองไปยังดวงตะวันที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า แม้ตอนนี้น่าจะยังไม่ถึงเวลาอาหารกลางวันก็ตาม แต่นางมั่นใจว่ามันเลยเวลาอาหารเช้ามานานมากแล้วอย่างแน่นอน
“เจ้าเล่นยึดมือข้าเอาไว้เสียแน่นขนาดนั้น แล้วข้าจะปลีกตัวไปรับประทานอาหารได้อย่างไร?”
ชายหนุ่มแกล้งหยอกคนที่นั่งหัวฟูบนเตียงกว้างด้วยความเอื้อเอ็นดู ก่อนจะกระแอมไอทีหนึ่งและแก้คำพูดของตนเมื่อครู่ ยามที่เห็นร่องรอยความไม่สบายใจในดวงตาของอีกฝ่าย
“...ข้าแค่ยังไม่ค่อยหิวเท่านั้น เจ้าไม่ต้องทำหน้าเช่นนั้นหรอก”
“ท่านเป็นคนขี้แกล้งกว่าที่ข้าคิดนะเจ้าคะ” ฉีเหวินที่รู้ตัวว่าถูกเอาคืนเอ่ยแซวคนที่ตนคิดว่าเป็นพี่ชายแสนดีในตอนที่ลืมตาตื่นอย่างไม่จริงจังนัก ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปยังโต๊ะหลังฉากกั้นเพื่อไปนั่งรอรับประทานอาหาร
เฟยหลงที่เห็นดังนั้นจึงเดินออกไปหน้าประตูเพราะตั้งใจจะออกไปตามเหล่าสาวใช้ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ลี่ฟางและบ่าวอีกคนหนึ่งกลับมายังเรือนพักแห่งนี้พร้อมกับถาดอาหารอย่างพอดิบพอดี
ชายหนุ่มที่เห็นดังนั้นจึงช่วยหลีกทางให้ทั้งสองคนลำเลียงอาหารเข้ามา แต่ก่อนที่เขาจะปิดประตูเรือนให้เรียบร้อย สายตากลับเหลือเห็นเส้นผมสีแดงเจิดจ้าซึ่งโผล่พ้นจากหลังเสาต้นหนึ่งเข้าอย่างพอดิบพอดี
แววตาที่มักจะอ่อนโยนอยู่เป็นนิตย์จ้องไปยังเงาดำที่ยืนหลบอยู่
ไกล ๆ นั่นทีหนึ่งด้วยสายตาเย็นชา ความหงุดหงิดยามที่นึกถึงสาเหตุซึ่งทำให้คนในห้องต้องจับไข้ทรมาน ทำให้เฟยหลงรู้สึกไม่พอใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ทั้งที่ปกติตนมักจะเก็บซ่อนความรู้สึกตัวเองไว้ภายใต้ใบหน้ายิ้มแย้มได้มาตลอด แต่ครั้งนี้เขากลับไม่อาจควบคุมมันได้โดยง่ายดังปกติ
แม้จะไม่รู้สาเหตุของความคิดเช่นนี้ แต่เขารู้สึกโกรธจริง ๆ ที่จูเชว่ทำให้ฉีเหวินป่วย...