เดหลีเบิกตากว้างหันมาจ้องแผ่นหลังของมังกรอีกครั้งอย่างหวาดกลัว เขาในตอนนี้ราวกับปีศาจท่าทางเย็นชา ใบหน้าเรียบเฉยมันดูไม่เหมือนเขาในเวอร์ชันปกติ เธอจึงค่อย ๆ ถอยหลังฝืนร่างกายที่กำลังสั่นน้อย ๆ หลบหลีกหนีออกจากสถานที่แห่งนี้เพราะเธอไม่อยากเกี่ยวข้องกับพวกผู้ชายเหล่านี้น่ะสิ
หมับ!
“จะไปไหน” ร่างสูงตามมาคว้าข้อมือเล็กไว้ทันพลางเอ่ยเสียงเย็น
“ปล่อยนะ เรื่องของฉันสิ!” เดหลีสะบัดมือเขาออกก่อนจะเงยหน้ามองอย่างไม่พอใจ เมื่อไหร่จะจบจะสิ้นกับมังกรสักที เธอไม่รู้จักคนพวกนี้สักนิด แต่มังกรกล้าลงมือแบบไม่เกรงกลัวใครเหมือนรู้สถานะและตัวตนของคนพวกนี้ ไหนจะมาปรากฏตัวในถิ่นของศัตรูอีก เขากล้าเกินไปแล้ว ดังนั้นเหตุผลเดียวคือคนพวกนี้เกี่ยวข้องกับมังกรไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง การที่เธอจะปลีกตัวออกมาคือทางที่ดีที่สุด…ไม่อยากจะรับรู้อะไรแล้ว!
“นายฟังไม่รู้เรื่องเหรอ ปล่อย!” เธอเอ่ยเสียงแข็งไม่สนใจท่าทางของอีกฝ่ายพลางสะบัดมือเขาออก ก่อนจะเดินจ้ำอ้าวหนีอย่างไวไม่สนใจแล้วว่าตัวเองจะมาทำอะไรที่นี่ ตอนนี้เธอต้องไปให้ห่างจากเขา ไม่สนด้วยซ้ำว่าสภาพตัวเองจะเป็นยังไง สาวฮอตของคณะถึงกับถอดรองเท้าอีกข้างแล้วโยนทิ้งก่อนจะเร่งเดินออกจากทางแคบ ๆ อย่างไม่รู้ทิศรู้ทาง เพราะตอนนี้ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีดำทะมึน มีเพียงแสงไฟสีสดหลากหลายกะพริบถี่ราวกับผีเสื้อราตรีเย้ายวนชวนให้ผู้คนเข้าไปสัมผัส
“ออกทางไหนดีเนี่ย”
เพราะย่านหวงหลิงออกแบบมาราวกับเป็นหมู่บ้านเขาวงกต ทุกที่เป็นตรอกซอกซอยที่ค่อนข้างแคบ ขนาดบริเวณที่เธอไปเจอคนเหล่านั้นยังไม่มีคนผ่านไปมา ตอนนี้จึงเริ่มสังเกตแล้วว่าที่ตัวเองเดินออกมานั้นมันจะไปทะลุตรงไหน
ร่างเล็กในชุดนักศึกษาเดินวนไปมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงมุมกำแพงหินเธอจึงเห็นว่าข้างหน้ามีเงาของใครบางคนกำลังเดินมา และเดหลีชั่งใจว่าควรจะถามเขาดีไหม เมื่ออีกฝ่ายเลี้ยวตรงมุมกำแพงเธอจึงเงยหน้าขึ้นและฉีกยิ้มกว้าง
“นาย!”
“ไง! ไม่คิดจะขอบคุณสักคำ…” เดหลีหุบยิ้มทันทีเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าคือใคร ทำไมกันหนา ทำไมต้องเจอมังกรด้วยเนี่ย คิ้วเรียวสวยขมวดเป็นปมทันที และนั่นไม่อาจรอดพ้นสายตาของคนตรงหน้าไปได้ ใบหน้าหล่อเหลาจึงบึ้งตึงขึ้นมาทันที
“ยังนิสัยเสียเหมือนเดิมเลยนะ” มังกรเอ่ยเนิบนาบกวนประสาท และทำอย่างกับว่าเหตุการณ์วันนี้คือความผิดเธอ เฮงซวย!
“หึ จะขอบคุณมากกว่านี้ ถ้าตัวซวยอย่างนายไม่มาหาเรื่องให้ฉัน!” นี่คิดว่าตัวเองมีปากคนเดียวหรือยังไง เธอไม่ผิดแค่ซวยเท่านั้น และอาจจะซวยมากเกินไปนิดหน่อย
“เธอต่างหากดวงซวย” เขาล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงพลางโน้มใบหน้าลงมาใกล้เธอ
“นายน่ะสิซวย!” ปากมันมอมจริง! เธอขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ขมวดคิ้วใส่เขาอยู่อย่างนั้น ก่อนจะเห็นว่าแววตาของเขามันแปลกไป
“ใช่ ฉันซวย เธอซวย ดังนั้นควรออกไปด้วยกัน”
“อะไร! นี่ฟังภาษาคนรู้เรื่องไหม”
“ไม่รู้สิ เธอฟังฉันออกไหมล่ะ” มังกรยกยิ้มมุมปากก่อนจะคว้าข้อมือเรียวของเดหลีไปกำไว้หลวม ๆ “เอาละไปกันได้แล้วยัยตัวซวย หาทางออกไม่เจอก็เลิกทำเก่ง!”
“เฮ้ย ปล่อยเดี๋ยวนี้” เธอเบิกตากว้างพลางจะสะบัดมือออก
“ไม่ปล่อย ขี้เกียจเหนื่อยตามหา” เขาเอ่ยทิ้งท้ายแค่นั้นก่อนจะลากเธอให้เดินตามออกมาจากซอกซอยต่าง ๆ ของย่านหวงหลิง แต่เพราะสองเท้าของเธอนั้นเปล่าเปลือย เมื่อเร่งเดินเร็วตามการก้าวของเขาจึงทำให้ถลอกเล็กน้อย
“อ๊ะ!”
“มีปากไหม?” เขาปล่อยข้อมือของเธอพลางจ้องหน้าเขม็ง
“อะไรอีก”
“เจ็บก็พูดสิ แค่พูดมันจะตายเหรอวะ ทีตอนไม่ควรพูดเสือกพูดดีนัก” ผู้ชายตรงหน้าสบถคำหยาบใส่เธออย่างไม่ปรานี ก่อนจะย่อตัวลงเล็กน้อยท่ามกลางสายตางุนงงและไม่เข้าใจ
“นั่นมันเรื่องของฉันไหม ไม่เกี่ยวกับนายอย่ามาบังคับ อย่ามาดุด่า ไม่ได้สนิทกัน…กรี๊ด ทำอะไร!” แขนแกร่งสอดเข้ามาใต้ข้อพับและแผ่นหลังก่อนจะยกขึ้นทำให้เธอตกใจ ผวาเข้าหาเขาพลางยกแขนโอบรอบลำคอไว้แน่น มังกรเพียงปรายตามองเธอเล็กน้อยก่อนจะก้าวเดินไปตามทางที่ทอดยาวออกไป โดยที่ปลายทางที่ห่างไกลมีแสงไฟสีแดงสลับส้มกะพริบวิบวับ แสดงให้เห็นว่าเบื้องหน้าคือทางออกที่มีร้านค้ามากมายอยู่
บรรยากาศเงียบสงบและน่ากระอักกระอ่วนทำให้เธอเผลอจ้องเสี้ยวหน้าคมของมังกร และพาลนึกไปถึงเรื่องราวมากมายสมัยเด็ก บางทีเรื่องระหว่างเรานั้นไม่มีอะไรเลย ก็แค่คนรู้จักในวัยเด็กเท่านั้น ไม่มีเรื่องราวรักแรกพบ ไม่มีความผูกพัน และไม่มีความสนิทสนมพอให้เขายื่นมือเข้ามาช่วยเธอ
“ผู้ชายคนนั้นเป็นใครกันแน่”
เดหลีเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา ในระหว่างที่เขาเดินตรงออกจากตรอกแสนคับแคบ และข้างหน้าคือสุดปลายทางแล้ว มือของเขาโอบร่างของเธอไว้อย่างมั่นคง ก่อนนัยน์ตาสีเหล็กจะหลุบลงมองคนในอ้อมแขนที่เงยหน้าจ้องเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ก็แค่ขยะชิ้นหนึ่งจะสนใจไปทำไม”