อากาศเย็นเริ่มโรยตัวลงต่ำพร้อมกับเสียงจิ้งหรีดเรไรที่เริ่มกรีดปีกบรรเลงเพลงแห่งธรรมชาติ
พราวเดินลงมาจากอาคารสำนักงานด้วยฝีเท้าที่เบาสบายกว่าทุกวัน
รอยยิ้มบาง ๆ แต้มอยู่ที่มุมปากอิ่มสวยเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อช่วงบ่าย ที่ได้นั่งทำงานอยู่บนตักสิงหราชนานนับชั่วโมง
ความอบอุ่นและกลิ่นกายหอมกรุ่นของเขายังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำและปลายจมูก
“กลับห้องไปมาสก์หน้าเตรียมตัวสวย ๆ ดีกว่า พรุ่งนี้ต้องรุกต่อ”
หญิงสาวพึมพำอย่างอารมณ์ดี พลางกระชับกระเป๋าสะพายข้าง เตรียมจะเดินลัดเลาะสวนหย่อมเพื่อกลับไปยังเรือนพักรับรอง
หมับ!
แรงกระชากอย่างรุนแรงที่ต้นแขนซ้ายทำให้ร่างบางเซถลาเกือบจะล้มลงไปกองกับพื้น
โชคดีที่เธอทรงตัวทัน แต่ความเจ็บปวดที่แล่นปราดขึ้นมาทำให้ต้องนิ่วหน้า
“จะรีบไปไหนครับพราว!”
เสียงทุ้มที่คุ้นเคยแต่บัดนี้เจือไปด้วยโทสะและความเกรี้ยวกราดดังขึ้นที่ข้างหู
พราวสะบัดหน้ากลับไปมองทันที พบกับใบหน้าหล่อเหลาของไทม์ ที่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด
ดวงตาแดงก่ำจ้องมองเธอราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“ปล่อยนะไทม์ พราวเจ็บ!”
ตวาดกลับพยายามบิดแขนออกจากการเกาะกุม แต่ไทม์กลับยิ่งบีบแน่นขึ้นจนเธอรู้สึกเหมือนกระดูกจะร้าว
“เจ็บสิดี! จะได้รู้ตัวสักทีว่ามีตัวตน!”
ไทม์ตะคอกใส่หน้า กลิ่นแอลกอฮอล์จาง ๆ ลอยออกมาจากลมหายใจของเขา บ่งบอกว่าคงไปดื่มย้อมใจมาหลังจากที่ถูกเธอเมินใส่ตลอดทั้งวัน
“เมาแล้วนะไทม์ ปล่อยพราวเดี๋ยวนี้”
พราวเสียงแข็งขึ้น แววตาที่เคยมองเขาด้วยความรักในอดีต เวลานี้เหลือเพียงความเย็นชาและรังเกียจ
“อย่ามาทำตัวอันธพาลแถวนี้นะ”
“อันธพาลเหรอ? เดี๋ยวนี้กล้าด่าว่าอันธพาลเหรอวะ!”
ไทม์กระชากร่างเธอเข้ามาประชิดตัว เขย่าตัวอย่างแรงด้วยความโมโห
“เป็นบ้าอะไรไปฮะพราว! โทรไปก็ไม่รับ ไลน์ไปก็ไม่อ่าน ชวนไปไหนก็ไม่ไป ทำตัวเหินห่างเหมือนคนไม่รู้จักกัน ถามจริง ๆ เถอะ มีคนอื่นใช่ไหม”
พราวแสยะยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสมเพชเวทนา
“คนอื่นงั้นเหรอ?”
ทวนคำเสียงเรียบ จ้องตาไทม์กลับอย่างไม่ลดละ
“ถามตัวเองดีกว่าไหมไทม์ ว่าใครกันแน่ที่มีคนอื่น ใครกันแน่ที่ทำตัวน่ารังเกียจก่อน”
“อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง” ตะโกนลั่น
“ไอ้ท่าทีหยิ่งยโสแบบนี้ ไปจำมาจากไหน หรือคิดว่าตัวเองเป็นเด็กปั้นพ่อฉันแล้วจะทำอะไรก็ได้งั้นสิ!”
“ใช่... พราวเป็นเด็กปั้นของคุณอาสิงห์” พราวเชิดหน้าขึ้น ยอมรับหน้าตาเฉย
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนาย? เป็นลูกชายเจ้าของไร่ ก็อยู่ส่วนไทม์สิ มายุ่งกับเด็กฝึกงานอย่างพราวทำไม”
“ก็พราวเป็นแฟนไทม์!” ประกาศก้อง ด้วยความเกรี้ยวกราดจนควบคุมตัวเองไม่อยู่
“พราวยังไม่เคยรับปากว่าจะเป็นแฟนกัน แค่บอกว่าลองคบกันดูเท่านั้นนะ”
พราวแก้คำให้ทันควัน น้ำเสียงเชือดเฉือน
“แล้วจะพูดว่าเป็นแฟนได้ไง ใช่! ที่ผ่านมาพราวอาจจะไม่ชัดเจนพอ แต่ตอนนี้ พราวขอบอกตอนนี้เลย เราไปกันไม่ได้หรอกไทม์ เราหยุดทุกอย่างไว้แค่นี้ดีกว่า”
“โว้ย! เลิกพูดเรื่องบ้า ๆ นี้นะพราว แค่คุยกันก็ถือว่าเป็นแฟนแล้วหรือเปล่า” ไทม์ตัดบทอย่างคนพาล เขาไม่อยากยอมรับว่าตัวเองไม่เป็นที่ต้องการสำหรับเธอ
“จะเล่นตัวอะไรนักหนา... คิดว่าตัวเองวิเศษวิโสมาจากไหนฮะพราว ถึงได้กล้าเมินคนอย่างไทม์”
พราวมองผู้ชายตรงหน้าด้วยสายตานิ่งสนิท ความรักความผูกพันที่เคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรำคาญใจ
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมสติและความกล้า แล้วเอ่ยประโยคที่ทำเอาไทม์สะอึกจนหน้าชา
“ไทม์... ฟังพราวให้ชัดๆ นะ”
น้ำเสียงของพราวราบเรียบ ทว่าก้องกังวานและหนักแน่นดุจหินผา
“คิดว่าโลกหมุนรอบตัวนายเหรอ? คิดว่าแค่ดีดนิ้ว ทุกคนต้องวิ่งเข้าหานาย ยอมสยบแทบเท้านายงั้นเหรอ?”
พราวแค่นยิ้มหยัน ขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิด เพื่อให้เห็นแววตาดูแคลนของเธอชัด ๆ
“ตื่นค่ะคุณหนู... นายไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล”
“...” ไทม์อ้าปากค้าง เหมือนโดนตบหน้าฉาดใหญ่
“พราวมีชีวิตของพราว มีงาน มีความฝัน และมีความรู้สึก พราวไม่ใช่ตุ๊กตาที่จะวางทิ้งไว้ตอนเบื่อ แล้วกลับมาหยิบเล่นตอนเหงา”
พราวพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
“และที่สำคัญ ผู้ชายที่คิดว่าตัวเองสำคัญที่สุดในโลกแบบไทม์ มันไม่น่าสนใจเลยสักนิด น่ารำคาญด้วยซ้ำ”
“พราว!”
ไทม์คำรามลั่นด้วยความโกรธถึงขีดสุด ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย ถูกเหยียบย่ำจนป่นปี้
เขาเงื้อมือขึ้นสูง หมายจะสั่งสอนผู้หญิงปากดีตรงหน้าให้รู้สำนึก
“กล้าปากดีนักนะ เดี๋ยวพ่อจะตบให้เลือดกบปาก!”
พราวหลับตาปี๋ เตรียมรับแรงกระแทก ใจเต้นระรัวด้วยความกลัว แต่เธอก็ไม่คิดจะหนี
หมับ!
ฝ่ามือหนาที่กำลังจะฟาดลงมา ถูกมือปริศนาที่แข็งแกร่งดุจคีมเหล็กคว้าจับข้อมือเอาไว้กลางอากาศอย่างแม่นยำและรุนแรง
“โอ๊ย!”
ไทม์ร้องลั่นเมื่อรู้สึกถึงแรงบีบมหาศาลที่ข้อมือ จนกระดูกแทบแตก
“ทำบ้าอะไรของแก... เจ้าไทม์!”
เสียงทุ้มต่ำที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจบารมีและความดุดันถึงขีดสุด
ดังขึ้นจากด้านหลังพราว ราวกับเสียงมัจจุราชที่โผล่ขึ้นมาจากขุมนรก
พราวลืมตาโพลง หันขวับไปมอง ก็พบกับร่างสูงใหญ่ของ สิงหราช ยืนตระหง่านอยู่ด้านหลัง
ใบหน้าคมเข้มที่ปกติจะนิ่งขรึม เวลานี้ทมึงถึงด้วยโทสะที่พลุ่งพล่าน
ดวงตาสีน้ำตาลเข้มลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความโกรธจ้องเขม็งไปที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน
“พะ... พ่อ!” ไทม์หน้าซีดเผือด ความเมามายหายไปเป็นปลิดทิ้งเมื่อเจอรังสีอำมหิตของผู้เป็นพ่อ
สิงหราชสะบัดข้อมือลูกชายออกอย่างแรงจนไทม์เซถลาไปด้านหลังเกือบล้ม
“แกคิดจะทำอะไร?”
สิงหราชถามลูกชายเสียงเย็นเฉียบ ก้าวเข้ามาบังร่างของพราวไว้จนมิด ปกป้องเธอด้วยแผ่นหลังกว้างของตนเอง
“แกกำลังจะตบผู้หญิง ซึ่งแกเคยให้ความสำคัญ ต่อหน้าฉันงั้นเหรอ?”
“พ่อครับ... ฟังไทม์ก่อน คือพราวเธอ” ไทม์พยายามจะแก้ตัวละล่ำละลัก
“หุบปาก!”
สิงหราชตะคอกเสียงดังจนลูกน้องที่เดินผ่านมาแถวนั้นสะดุ้งโหยง
“ฉันเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด! ฉันยืนดูแกฉุดกระชากลากถูพราวมาตั้งนานแล้ว นึกว่าแกจะแค่คุย แต่ไม่นึกเลยว่าลูกชายฉันมันจะหน้าตัวเมียขนาดนี้!”
คำด่าว่า ‘หน้าตัวเมีย’ จากปากพ่อบังเกิดเกล้า ทำเอาไทม์หน้าชาดิก พูดไม่ออก
“แกไม่อายบ้างหรือไงไทม์?”
สิงหราชย่างสามขุมเข้าไปหาลูกชายทีละก้าว
ไทม์ถอยหลังกรูดด้วยความกลัว
“เป็นผู้ชาย อกสามศอก แต่ใช้กำลังกับผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีทางสู้ นี่เหรอสิ่งที่ฉันสอนแกมา? นี่เหรอทายาทไร่ภักดีบดินทร์?”
“ก็พราวด่าไทม์ก่อน บอกว่าไทม์น่ารำคาญ”
ไทม์เถียงข้าง ๆ คู ๆ เหมือนเด็กไม่รู้จักโต
“เธอก็พูดถูกแล้วนี่” ผู้เป็นพ่อสวนกลับทันควัน “แกมันน่ารำคาญจริง ๆ เอาแต่ใจ ไม่รู้จักโต คิดว่าตัวเองเป็นใครถึงไปบังคับจิตใจคนอื่นเขาได้”
สิงหราชหันกลับมามองพราวที่ยืนตัวสั่นอยู่ด้านหลัง แววตาที่มองลูกชายแข็งกร้าวเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนวูบหนึ่งด้วยความเป็นห่วง
ก่อนจะหันกลับไปจ้องหน้าไทม์อีกครั้ง
“พราวพูดถูก แกไม่ใช่ศูนย์กลางจักรวาล”
เสียงเข้มย้ำคำพูดนั้น
“คนอื่นมีงานมีการต้องทำ ไม่ได้ว่างมานั่งรองรับอารมณ์แกที่วัน ๆ ไม่ทำอะไร”
“พ่อเข้าข้างเธอเหรอ?”
ไทม์ถามเสียงสั่น น้อยใจที่พ่อเห็นคนอื่นดีกว่าลูก
“พ่อเห็นพราวดีกว่าลูกชายตัวเองงั้นเหรอ?”
“ฉันไม่ได้เข้าข้างใคร ฉันเข้าข้างความถูกต้อง”
สิงหราชประกาศกร้าว
“พราวเป็นพนักงานของฉัน เป็นคนในความดูแลของฉัน ตราบใดที่เธออยู่ในไร่นี้ ห้ามใครหน้าไหนมาแตะต้องแม้แต่ปลายเล็บ รวมถึงแกด้วย!”
ไทม์กำหมัดแน่น น้ำตาคลอเบ้าด้วยความเจ็บใจและความอับอาย
เขามองพ่อสลับกับพราวที่ยืนหลบอยู่หลังพ่อด้วยสายตาโกรธจัด
“ก็ได้ครับ ในเมื่อพ่อปกป้องเธอขนาดนี้ ไทม์จะไป! เชิญพ่อเอาใจเด็กปั้นของพ่อไปเถอะ! อีกหน่อยก็คงหลอกพ่อจนหมดตัว!”
“ไอ้ไทม์ หยุดเดี๋ยวนี้นะ”
สิงหราชชี้หน้าด่า ลูกชายตัวเองที่คงเสียสติจนพูดไม่คิดออกมา
แต่ไทม์ไม่ฟังแล้ว เขาหันหลังวิ่งหนีไปที่ลานจอดรถด้วยความโมโห
ขับรถสปอร์ตคันหรูบึ่งออกไปจากบริเวณนั้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ทิ้งไว้เพียงฝุ่นควันและความเงียบงันที่น่าอึดอัด
สิงหราชยืนหายใจหอบถี่ พยายามระงับอารมณ์โกรธที่ยังคุกรุ่น หลับตาลงชั่วครู่ แล้วค่อยผ่อนลมหายใจออกยาว ๆ ก่อนจะหันกลับมาหาหญิงสาวที่ยืนนิ่งอยู่ด้านหลัง
“พราว”
สิงหราชเรียกชื่อเธอเสียงทุ้ม แตกต่างจากน้ำเสียงตะคอกเมื่อครู่ราวฟ้ากับเหว
พราวเงยหน้าขึ้นสบตา ดวงตากลมโตเอ่อคลอไปด้วยน้ำตาแห่งความหวาดกลัว
เธอไม่ได้แกล้งร้องไห้ แต่เหตุการณ์เมื่อครู่มันน่ากลัวจริง ๆ ถ้าสิงหราชมาช้ากว่านี้ เธอคงเจ็บตัวแน่
“คุณอาสิงห์” พราวเสียงสั่นเครือ “ขอบคุณนะคะ ฮึก... ขอบคุณที่ช่วยพราวไว้”
หนุ่มใหญ่มองดูรอยแดงช้ำเป็นปื้นที่ต้นแขนขาวเนียน แล้วรู้สึกปวดหนึบในใจ เอื้อมมือไปแตะที่รอยนั้นเบา ๆ อย่างทะนุถนอม
“เจ็บมากไหม?” ถามเสียงอ่อนโยน สายตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “ผมขอโทษแทนเจ้าไทม์มันด้วย ผมสั่งสอนลูกไม่ดีเอง”
“ไม่ค่ะ ไม่ใช่ความผิดคุณอาสิงห์เลย”
พราวส่ายหน้า น้ำตาเม็ดโตไหลเผาะลงมาอาบแก้ม เธอฉวยโอกาสนี้ขยับตัวเข้าไปใกล้เขา แล้วโผเข้ากอดเอวสอบไว้แน่น ก่อนซุกหน้าลงกับอกกว้าง
“พราวกลัว... นึกว่าจะโดนตีซะแล้ว”
สิงหราชยืนนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะยกวงแขนแกร่งขึ้นโอบกอดตอบ
ลูบแผ่นหลังบางเบา ๆ เพื่อปลอบขวัญ ความรู้สึกหวงแหนพวยพุ่งขึ้นมาเต็มอก
“ไม่ต้องกลัว ตราบใดที่ผมอยู่ตรงนี้ ไม่มีใครทำอะไรคุณได้”
สิงหราชเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นดุจคำสัญญา
“ต่อให้เป็นลูกชายผม ผมก็ไม่ยอม”
พราวซุกหน้ากับอกเขาแน่นขึ้น สูดดมกลิ่นกายที่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย
วันนี้เธอไม่เพียงแต่กำจัดความรำคาญจากไทม์ไปได้
แต่ยังทำให้สิงหราชประกาศตัวเป็น ‘ผู้ปกครอง’ ของเธอ และที่สำคัญ เขาเลือกที่จะปกป้องเธอมากกว่าลูกชายตัวเอง
“พราวเชื่อใจคุณอาสิงห์ค่ะ” ใบหน้าสวยเงยหน้าขึ้นมองสบตาคนตัวสูง ทั้งน้ำตา “คุณอาเป็นเหมือนฮีโร่ของพราวเลย”
สิงหราชมองใบหน้าหวานที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำตา
หัวใจเขาเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ใช้นิ้วหัวแม่มือเช็ดน้ำตาให้เธออย่างอ่อนโยน
“ฮีโร่อะไรกัน ก็แค่คนแก่ขี้โมโห” เขายิ้มจาง ๆ พยายามกลบเกลื่อนความเขิน “ไปเถอะ เดี๋ยวผมเดินไปส่งที่ห้องพัก คืนนี้ล็อกห้องดี ๆ ล่ะ อย่าให้ใครเข้ามา”
“ค่ะ แต่ถ้าคุณอาสิงห์จะเข้ามาตรวจความเรียบร้อย” พราวเว้นจังหวะ ส่งสายตาหวานเชื่อม “พราวอาจจะไม่ล็อก... ก็ได้นะคะ”
สิงหราชชะงัก ดีดหน้าผากเธอเบา ๆ หนึ่งที
“แก่แดด! เดี๋ยวเถอะ รีบไปได้แล้ว ก่อนที่ผมจะเปลี่ยนใจไม่ไปส่ง”
เขาแกล้งทำเสียงดุ แต่ก็ยอมเดินเคียงข้างเธอไปส่งถึงเรือนพักรับรอง
ท่ามกลางแสงจันทร์ที่เริ่มสาดส่องลงมา ราวกับเป็นพยานรักให้กับความสัมพันธ์ที่กำลังเบ่งบานท่ามกลางมรสุมลูกใหญ่ที่เพิ่งพัดผ่านไป