วันต่อมา
นับจากได้ทำงานร่วมกับเลขาสาวจอมแก่น สิงหราชก็รู้สึกว่ารอบกายเต็มไปด้วยสีสัน ไม่จืดชืดเหมือนที่ผ่านมา
การทำงานของพราวก็เรียกได้ว่าดี ดีกว่านักศึกษาที่เคยมาทำงานหลาย ๆ คน และสิ่งที่ทำให้เขาเริ่มคุ้นชินเลยก็คือ...
เสียงหัวเราะสดใสราวกับกระดิ่งแก้วที่ดังกังวานแว่วเข้ามาในโสตประสาท ทำลายความเงียบสงบของห้องทำงานใหญ่บนชั้นสองจนพังทลายไม่มีชิ้นดี
...อย่างเช่นตอนนี้
สิงหราชกำลังนั่งตรวจทานเอกสารงบประมาณประจำปี ชะงักปลายปากกาที่กำลังตวัดเซ็นชื่อ
คิ้วหนาเข้มขมวดมุ่นเข้าหากันจนแทบจะเป็นปม ตวัดสายตาคมกริบมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ที่มองเห็นวิวทิวทัศน์ของลานพักผ่อนด้านล่างได้อย่างชัดเจน
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาเส้นเลือดข้างขมับของราชสีห์หนุ่มเต้นตุบ ๆ ด้วยจังหวะที่รุนแรงและอันตราย
เบื้องล่างนั้น พราวแม่กวางน้อยจอมยั่ว กำลังยืนหัวร่อต่อกระซิกอยู่กับ กล้าหัวหน้าคนงานหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงประจำโซนเกษตรอินทรีย์
“ขอบคุณครับน้องพราว หวานชื่นใจจังเลย”
แม้จะไม่ได้ยินบทสนทนาชัดเจนเพราะกระจกกันเสียง แต่สายตาคมก็อ่านปากของไอ้หนุ่มหน้ามนนั่นออก แถมยังเห็นสายตาหวานเยิ้มที่มองพราวราวกับจะกลืนกินนั่นอีก
“หนอย... ไอ้กล้า งานการไม่มีทำหรือไงมายืนจีบสาว”
สิงหราชคำรามในลำคอเสียงต่ำ มือหนาเผลอบีบด้ามปากกาหมึกซึมราคาแพงในมือแน่น
ภาพบาดตายิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อพราวหัวเราะชอบใจในมุกตลกฝืด ๆ ของอีกฝ่าย แล้วเผลอเอื้อมมือเรียวไปแตะที่ท่อนแขนของกล้าเบา ๆ เป็นการหยอกล้อ
การแตะเนื้อต้องตัวนั้นเปรียบเสมือนน้ำมันราดรดลงบนกองเพลิงแห่งความหึงหวงที่ลุกโชนอยู่ในอกของหนุ่มใหญ่
“มันจะมากเกินไปแล้ว”
ผู้เห็นทุกการเคลื่อนไหวทนดูต่อไปไม่ได้ ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่เต็มความสูง ทิ้งปากกาลงบนโต๊ะ
เดินดุ่ม ๆ ออกจากห้องทำงานด้วยฝีเท้าหนักแน่นและรวดเร็ว ราวกับพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะพัดถล่มลานพักผ่อน
อีกด้านหนึ่ง
“พี่กล้านี่ตลกจังเลย มิน่าล่ะสาว ๆ ในไร่ถึงได้กรี๊ดกันตรึม” พราวเอ่ยชมพร้อมรอยยิ้มหวานโปรยเสน่ห์
กล้าเกาท้ายทอยแก้เขิน หน้าแดงก่ำ
“โธ่... น้องพราวก็พูดเกินไป พี่ไม่ได้ฮอตขนาดนั้นหรอกครับ ว่าแต่น้องพราวเถอะ เย็นนี้ว่างไหม พี่ว่าจะชวนไปดูหิ่งห้อยที่ท้ายไร่...”
“อะแฮ่ม!”
เสียงกระแอมไอที่ดังดุดันและทรงอำนาจราวกับเสียงคำรามของเจ้าป่า ดังขัดจังหวะบทสนทนาโรแมนติกจนทั้งคู่สะดุ้งโหยง
พราวและกล้าหันขวับไปมองต้นเสียงพร้อมกัน พบร่างสูงใหญ่ ยืนกอดอกพิงเสาอาคารอยู่ไม่ไกล
ใบหน้าคมเข้มเรียบตึงดุจรูปปั้นหิน แววตาดุร้ายจ้องเขม็งมาที่กล้า จนชายหนุ่มรุ่นลูกรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง
“คุณสิงห์... สวัสดีครับ” กล้ารีบยกมือไหว้ลนลาน เหงื่อแตกพลั่ก
“ว่างมากนักเหรอไอ้กล้า?” ถามเสียงเย็นเยียบ บรรยากาศรอบตัวลดอุณหภูมิลงฮวบฮาบ “แปลงผักออร์แกนิกโซนเหนือที่ให้ไปดูเรื่องระบบน้ำ จัดการเสร็จแล้วหรือไง ถึงได้มีเวลายืนคุยเล่นหัวเราะร่าเริงขนาดนี้”
“เอ่อ... คือ... ผมพักเบรกทานน้ำน่ะครับ น้องพราว...”
“ฉันไม่ได้ถามเรื่องพราว” สวนกลับทันควัน ตัดบทอย่างไร้เยื่อใย “งานในหน้าที่ของแกคือไปดูระบบน้ำ ถ้าเย็นนี้ฉันไปตรวจแล้วยังเห็นท่อรั่วแม้แต่จุดเดียว แกโดนตัดเงินเดือนแน่ ไปทำงาน!”
“ครับ ครับคุณสิงห์ ไปเดี๋ยวนี้แหละครับ”
กล้ารับคำเสียงสั่น ก่อนจะหันมาส่งสายตาขอโทษขอโพยให้พราว แล้วรีบวิ่งจู๊ดกลับไปทำงานแทบไม่ทัน ทิ้งให้พราวยืนเผชิญหน้ากับราชสีห์ขี้โมโหอยู่ตามลำพัง
พราวลอบยิ้มมุมปาก ก่อนจะปรับสีหน้าให้ดูใสซื่อไร้เดียงสา หันไปสบตาเจ้านาย
“คุณอาสิงห์จะดุพี่กล้าทำไมคะ พี่เขาแค่แวะมาดื่มน้ำเอง” พราวแก้ต่างให้นิดหน่อยพอเป็นพิธี ยิ่งยั่วยุอารมณ์คนขี้หึง
“พี่กล้า?” สิงหราชทวนคำเสียงสูง คิ้วกระตุก “สนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ถึงได้เรียกพี่เรียกน้องเต็มปากเต็มคำขนาดนี้”
“ก็... พี่เขาเป็นคนดีนี่คะ คุยสนุกด้วย ตลกดี ไม่เครียดเหมือน...” พราวเว้นจังหวะ แล้วปรายตามองเจ้าของใบหน้าทมึงถึงยิ้ม ๆ “เหมือนใครบางคนแถวนี้”
คำพูดเหน็บแนมนั้นทำให้สิงหราชฉุนกึก เดินสาวเท้าเข้ามาประชิดตัวพราวอย่างรวดเร็ว จนหญิงสาวต้องถอยหลังไปพิงกับเสาต้นใหญ่
“ผมจ้างคุณมาทำงานนะพราว ไม่ได้จ้างมาหาคู่ หรือมาโปรยเสน่ห์ใส่ลูกน้องผม” กดเสียงต่ำ ใบหน้าคมก้มลงมาใกล้จนลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดหน้าผากมน “เวลางานคือเวลางาน แยกแยะให้เป็นหน่อย”
พราวเงยหน้าสู้สายตา ไม่มีความเกรงกลัวในแววตากลมโตคู่สวย มีแต่ความท้าทายและยั่วยวน
“พราวก็ทำงานอยู่นี่คะ พักเบรก 15 นาที พราวก็มีสิทธิ์จะคุยกับใครก็ได้นี่นา” เธอยอกย้อนเสียงใส “หรือว่า... คุณอาหวงคะ?”
คำถามตรงจุดเผงเหมือนลูกธนูปักกลางใจดำ สิงหราชชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาไหวระริก ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมกลบเกลื่อน
“ใครหวง? ผมไม่ได้หวง” เขาปฏิเสธเสียงแข็ง แต่ฟังไม่ขึ้นเลยสักนิด “ผมแค่รำคาญเสียงหัวเราะ มันรบกวนสมาธิทำงาน”
“อ๋อ... รำคาญนี่เอง” พราวลากเสียงยาว ลอบขำในใจ
‘ปากแข็งจริง ๆ นะพ่อคุณ’
“ตามผมขึ้นไปที่ห้องทำงานเดี๋ยวนี้” ร่างสูงออกคำสั่ง ตัดบทดื้อ ๆ “มีงานด่วนให้ทำ”
“งานด่วน? แต่งานเก่าที่สั่ง พราวเพิ่งทำเสร็จไปเมื่อกี้นี้เองนะคะ”
“ก็มีงานใหม่เข้ามาพอดี!” สิงหราชพูดเองเออเอง หน้าตาขึงขัง “และงานนี้สำคัญมาก ต้องทำให้เสร็จเดี๋ยวนี้ ห้ามไปไหน ห้ามคุยกับใคร จนกว่าจะเสร็จ เข้าใจไหม?”
พราวแสร้งทำหน้ามุ่ย
“เผด็จการชะมัด ค่ะ ๆ ไปเดี๋ยวนี้แหละค่ะ”
เธอยอมเดินตามหลังร่างสูงใหญ่กลับขึ้นไปยังห้องทำงานแต่โดยดี ในใจกระหยิ่มยิ้มย่องด้วยความสะใจ
‘ชอบจังคนแก่ดุดัน กร้าวใจสุด ๆ’
เมื่อกลับเข้ามาในห้องทำงาน สิงหราชเดินไปนั่งที่โต๊ะประจำตำแหน่งด้วยท่าทางฮึดฮัด เปิดลิ้นชักควานหาเอกสารปึกหนึ่งที่เก็บไว้นานแล้วออกมาโยนลงบนโต๊ะตรงหน้าพราว
ปึก!
“นี่คือเอกสารคู่มือการหมักไวน์ฉบับภาษาฝรั่งเศส เป็นสูตรโบราณของตระกูล”
เขากล่าวอ้างมั่ว ๆ เพราะมันคือบทความวิจัยที่เขาเคยอ่านเล่น ๆ
“ผมต้องการให้คุณแปลสรุปใจความสำคัญมาให้ผมทั้งหมดนี้”
พราวมองปึกเอกสารหนาเตอะอย่างตกตะลึง
“โห... ภาษาฝรั่งเศสตั้งร้อยกว่าหน้า พราวไม่ได้จบเอกฝรั่งเศสนะคะ จะให้แปลตอนนี้เลยเหรอ”
“คุณเคยบอกว่าเรียนไมเนอร์ธุรกิจระหว่างประเทศ น่าจะพอมีความรู้บ้าง หรือถ้าไม่ได้ ก็ใช้ดิกชันนารีเอา”
สิงหราชสั่งอย่างเอาแต่ใจ ยกแขนขึ้นกอดอก เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ จ้องมองเลขาสาวด้วยสายตาของผู้คุมวิญญาณ
“นั่งทำที่โต๊ะญี่ปุ่นตรงหน้าโซฟานั่นแหละ ให้อยู่ในสายตาผม”
“ทำไมต้องให้อยู่ในสายตาล่ะคะ?”
พราวถามยิ้ม ๆ เดินไปนั่งลงที่โต๊ะญี่ปุ่นตัวเตี้ยหน้าโซฟาตามคำสั่ง จัดท่าทางท่านั่งพับเพียบให้ดูเรียบร้อยแต่แฝงความเซ็กซี่ กระโปรงที่บานออกคลุมเข่าดูน่ามอง
“ก็...” สิงหราชอึกอัก ก่อนจะแถไปน้ำขุ่น ๆ “ก็เผื่อคุณไม่เข้าใจตรงไหน จะได้ถามผมได้ทันที ไม่ต้องเดินเข้าเดินออกไปถามคนอื่น โดยเฉพาะไอ้กล้า”
ประโยคสุดท้ายเขาพึมพำเบา ๆ แต่พราวก็ได้ยินชัดเจน
“รับทราบค่ะ พราวจะตั้งใจทำ ไม่ว่อกแว่กไปมองชายอื่นเลยค่ะ”
พราวรับคำอย่างว่าง่าย เธอเปิดเอกสารออก แล้วเริ่มลงมือทำงาน โดยการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแอปแปลภาษา
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าในความเงียบที่มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศและเสียงพลิกกระดาษ
สิงหราชไม่ได้ทำงานของตัวเองเลยแม้แต่น้อย เขาแสร้งทำเป็นอ่านเอกสารในมือ แต่สายตาคมกลับคอยลอบมองพราวเป็นระยะ
มองดูเธอที่กำลังขะมักเขม้นกับการจดงาน เส้นผมสีคาราเมลที่ทัดหูไว้ตกลงมาปรกแก้มใส ทำให้รู้สึกคันยุบยิบในใจ อยากจะเดินไปทัดผมให้
อยากจะดึงเธอเข้ามากอดให้หายหงุดหงิด
ทำไมเขาต้องรู้สึกไม่ชอบใจขนาดนี้เวลาเห็นยัยเด็กแสบ็กยิ้มให้ผู้ชายคนอื่น? เขาเป็นบ้าอะไรไปแล้ว?
“คุณอาสิงห์คะ”
พราวก็เงยหน้าขึ้นเรียก ทำเอาคนลอบมองอย่างใจลอยสะดุ้ง รีบดึงสายตากลับมาที่งานตรงหน้า
“อะไร? เสร็จแล้วเหรอ?”
“ยังค่ะ คือพราวแปลตรงนี้ไม่ออก” ถือเอกสารลุกขึ้นเดินมาหาที่โต๊ะทำงาน เดินอ้อมมาหยุดยืนข้าง ๆ เก้าอี้ของเขา “คำนี้ค่ะ... ‘L’amour’ มันแปลว่าอะไรเหรอคะ?”
สิงหราชมองคำศัพท์พื้นฐานที่เด็กประถมก็ยังรู้ แล้วเงยหน้ามองพราวที่ทำตาใสซื่อ
“นี่คุณแกล้งโง่หรือเปล่าพราว? L’amour ก็แปลว่า ความรัก ไง” สิงหราชตอบเสียงดุ
“อ๋อ... ความรัก” พราวยิ้มหวาน โน้มตัวลงมาใกล้จนหน้าอกหน้าใจอยู่ระดับสายตาเขา “แล้วคุณสิงห์... มี L’amour ให้ใครบ้างหรือยังคะ?”
หนุ่มใหญ่ลมหายใจติดขัด กลิ่นหอมของหญิงสาวโจมตีระบบประสาทเขาอีกแล้ว
แม้จะพยายามจะหันเก้าอี้หนี แต่พราวใช้มือเรียวยันพนักแขนเก้าอี้ไว้
“พราว... กลับไปนั่งที่” สิงหราชสั่งเสียงห้าว ความเข้มงวดเริ่มพังทลาย
“ไม่กลับค่ะ จนกว่าคุณอาจะตอบ”
พราวยื่นหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีก ปลายจมูกรั้นแทบจะชนแก้มสาก
“ทำไมวันนี้ถึงดุจังคะ หงุดหงิดอะไร หรือว่า... หึงพราวกับพี่กล้าจริง ๆ?”
เธอถามย้ำคำเดิม คราวนี้สิงหราชไม่หนี เขาหันขวับมาสบตาเธอตรง ๆ ซึ่งมีระยะห่างเป็นศูนย์
แววตาคมกริบฉายแววเป็นเจ้าข้าวเจ้าของอย่างชัดเจน
“ถ้าผมบอกว่าใช่ล่ะ?”
คำตอบที่เหนือความคาดหมายทำเอาพราวชะงักไปนิดหนึ่ง หัวใจเต้นแรงผิดจังหวะ
หนุ่มใหญ่อาศัยจังหวะที่เด็กแสบเผลอ เอื้อมมือไปรวบเอวบางเข้าหาตัว จนร่างของพราวเซมานั่งแปะลงบนตักแกร่งอย่างพอดิบพอดี
“ว้าย! คุณอาสิงห์” พราวอุทานตกใจ สองแขนรีบคล้องคอเขาไว้กันตก
“อยากรู้ไม่ใช่เหรอว่าผมหงุดหงิดอะไร” สิงหราชกระซิบข้างหูเธอเสียงแหบพร่าจนขนลุก “ผมไม่ชอบ... ไม่ชอบให้คุณไปยิ้มหวานแบบนั้นให้ผู้ชายคนอื่น”
“ทำไมล่ะคะ” พราวถามเสียงเบาหวิว หน้าแดงซ่าน
“เพราะรอยยิ้มของคุณ... ผมอยากเก็บไว้ดูคนเดียว”
หนุ่มใหญ่พูดจบก็ฝังจมูกโด่งลงบนแก้มเนียนใส สูดดมความหอมฟอดใหญ่ด้วยความมันเขี้ยว
พราวตัวอ่อนระทวยอยู่ในอ้อมกอดใหญ่
“จำไว้นะพราว ถ้าผมเห็นคุณไปคุยด้วยท่าทางแบบนั้นกับใครอีก ผมจะไม่แค่สั่งงานเพิ่ม”
ร่างสูงผละออกมาสบตากลมโต แววตาประกายดุจนักล่า
“แต่ผมจะลงโทษคุณ ด้วยวิธีของผม บนโซฟานั่นแหละ”
พราวกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ หน้าแดงลามไปถึงหู ทั้งเขินทั้งตื่นเต้นกับคำขู่ที่แสนจะวาบหวิวนั้น
“รับ... รับทราบค่ะ พราวจะไม่มองใครอีกแล้ว”
“ดีมาก”
สิงหราชยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ มือหนายังคงโอบเอวเธอไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยให้ลุกไปไหน
“ตอนนี้นั่งอยู่ตรงนี้แหละ แปลเอกสารต่อบนตัก ผมจะคุมเข้มเอง”
และบ่ายวันนั้น พราวก็ต้องนั่งแปลเอกสารภาษาฝรั่งเศส อยู่บนตักอุ่น ๆ ของสิงหราช โดยมีเขานั่งกอดเอวและเอาคางเกยไหล่เธอไว้ตลอดเวลา
เป็นคุกที่แสนหวานและทรมานใจที่สุดเท่าที่เธอเคยเจอมา
แผนยั่วหึงสำเร็จเกินคาด แต่ดูเหมือนคนวางแผนจะโดน ‘รวบหัวรวบหาง’ ซะเองแล้วงานนี้