“พรุ่งนี้มีประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสมาคมเกษตรกรสระบุรี คุณกุนจะไปไหมครับ” อิทธิพูดในสัปดาห์ต่อมาบนโต๊ะอาหารเย็น
ชายหนุ่มจะมาทานอาหารเย็นบนบ้านทุกวัน ส่วนมื้ออื่นไม่แน่นอนแล้วแต่เขาจะว่างหรือไม่
ศกุนตลาชะงักมือที่กำลังตักกับข้าว
“พี่อิทว่าควรไปไหมคะ”
“ถ้าถามพี่ก็ควรไปครับ ฟาร์มโคนมอารมณ์ดีเป็นหนึ่งในสมาชิกสมาคม ความจริงคุณศานิตเคยเป็นกรรมการบริหารด้วยซ้ำยิ่งควรต้องไป”
เธอนิ่งไป ศกุนตลาเก็บตัวอยู่แค่ในฟาร์มมานานหลายเดือนแล้ว เธอรู้สึกปลอดภัยและสงบเมื่ออยู่ในที่ของตัวเอง
“ถ้าคุณกุนไป พี่จะไปเป็นเพื่อนด้วย” เขาพูดแล้วหันไปตักไข่เจียวส่งให้น้องธีตามที่เด็กชายชี้
ตอนนี้ศกุนตลาฝึกลูกชายให้ทานอาหารเอง ถึงแม้จะเลอะเทอะไปหน่อย แต่ก็ถือว่านั่นจะทำให้ลูกมีพัฒนาการตามวัย
“ไปก็ได้ค่ะ ต้องไปนานไหมคะ” เธอห่วงลูกชาย งานแบบนี้คงไม่เหมาะพาเด็กไป
“ถ้าคุณกุนห่วงน้องธีเราไปกันสักสองสามชม. แล้วกลับก็คงไม่น่าเกลียดหรอกครับ”
วันรุ่งขึ้นอิทธิและศกุนตลาไปถึงสมาคมในเวลาเก้าโมงก่อนเวลาประชุมครึ่งชม. หญิงสาวเลือกสวมเดรสทางการแบบเรียบหรูสีเขียวขี้ม้าสั้นเหนือเข่าไม่มีแขน เครื่องประดับเป็นสร้อยเพชรเส้นเล็กๆ และต่างหูวงกลมใหญ่สะดุดตา ส่วนอิทธิสวมสูททับเสื้อเชิ้ตแขนยาวดูผิดตาจากปกติ
ทันทีที่ทั้งสองคนเข้าไปในงานเธอรู้สึกทันทีว่าสายตาของคนหลายคู่หันมาจับจอง
“สวัสดีค่ะ เชิญเซ็นชื่อผู้เข้าร่วมประชุมและหน่วยงานตรงนี้เลยนะคะ” เจ้าหน้าที่รับลงทะเบียนแจ้งกับทั้งสอง
เมื่อศกุนตลาและอิทธิลงชื่อแล้ว จนท.ได้ติดเข็มกลัดดอกทานตะวันให้ที่เสื้อ
“จากฟาร์มโคนมอารมณ์ดีนะคะ เชิญที่โต๊ะหมายเลขสองเลยค่ะ ทางเราเซ็ทไว้สองที่นั่งแล้ว”
“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวกล่าวขอบคุณ
“สวัสดีครับน้องกุน” สิทธาเข้ามาทักทาย เขาหาจังหวะพบเธอมานานแต่ศกุนตลาแทบไม่ออกไปงานไหนเลยในช่วงห้าเดือนที่ผ่านมา
หญิงสาวยิ้มอ่อน “สวัสดีค่ะ”
“พี่รอเจอน้องกุนมาตั้งแต่เช้าแล้ว ประชุมเสร็จแล้วเราไปทานข้าวกันไหมครับ”
“เอ่อ..คงไม่ได้หรอกค่ะ กุนเป็นห่วงลูก” เธอเลี่ยง ปฏิเสธแบบสุภาพ
“ผมว่าเราเข้าไปในห้องประชุมดีกว่ามั้งครับ คุณพ่อคุณกำลังขึ้นเวทีน่าจะไปฟังสักหน่อย” อิทธิพูดแทรกขึ้นมา เขาแตะข้อศอกศกุนตลาเป็นเชิงให้ออกเดิน
“พี่อิท พี่กุนคะณัฐรออยู่ก็ว่าทำไมไม่เข้าไปสักที ลงทะเบียนตั้งนานแล้ว” ณัฐวรรณส่งเสียงมาทำลายบรรยากาศที่น่าอึดอัด
“อ๋อค่ะ น้องวรรณนั่งโต๊ะไหนคะ” หญิงสาวหันไปถามสาวรุ่นน้องที่มาทันเวลา
“โต๊ะสองค่ะ เรานั่งโต๊ะเดียวกัน” ณัฐวรรณพาศกุนตลาไปที่โต๊ะ ที่นั่นมัฆวานนั่งอยู่กับผู้หญิงสาวหน้าตาสวยจัด
โต๊ะนั้นนั่งได้แปดคน ณัฐวรรณนั่งลงตรงข้ามมัฆวาน ตามด้วยศกุนตลาและอิทธิ
“ไม่แนะนำเพื่อนใหม่ให้เกดรู้จักบ้างเหรอคะ” เธอคนนั้นเอ่ยขึ้นยิ้มๆ
“อ้อ ได้ครับคุณผู้หญิงคือคุณศกุนตลาลูกสาวคุณอาศานิต ส่วนคุณผู้ชายคือคุณอิทธิเป็นหุ้นส่วนของน้องกุนครับ”
จากนั้นมัฆวานหันมาคุยกับศกุนตลาและอิทธิ “น้องกุน คุณอิทนี่คุณเกดครับ เป็นลูกสาวท่านสจ.สุขุมและเป็นน้องสาวคุณสิทธา”
“สวัสดีค่ะคุณกุน คุณอิท เกดขอเรียกพี่อิทได้ไหมคะ ได้ยินว่าพี่อิทมีสนามซ้อมยิงปืนแล้วรับสอนด้วยไหมคะ เกดอยากเรียนมานานแล้วค่ะ” เกดสินีย้ายที่นั่งมานั่งติดอิทธิและเริ่มสนทนาอย่างเป็นกันเองทันที
“พี่อิทเขาสอนค่ะคุณเกด แต่สอนบอดี้การ์ดในบริษัทของเขา” ณัฐวรรณตอบแทน เกดสินีฟังแล้วตาโต
“พี่อิทเป็นครูฝึกบอดี้การ์ดด้วยเหรอคะ เท่มากเลยค่ะ เป็นบริษัทตัวเองด้วยใช่ไหมคะ”
“ผมเป็นหุ้นส่วนครับ ไม่ใช่ของผมคนเดียวหรอก” อิทธิตอบอย่างระมัดระวัง
เกดสินีประเมินในใจว่าผู้ชายคนนี้คงไม่ธรรมดาจริงๆ แบบที่บิดาบอก เขาสามารถได้ใบอนุญาตสร้างสนามยิงปืนได้โดยมีลายเซ็นอนุมัติตรงจากผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่ใช่ใครๆ ก็ทำได้ทุกคน
“ได้ข่าวว่าจะมีงานเปิดฟาร์มรีโนเวตใหม่ใช่ไหมคะ เมื่อไหร่คะคุณกุน” เธอหันไปคุยกับศกุนตลา
“เดือนหน้าค่ะวันที่ 9 จะมีทำบุญเลี้ยงพระด้วย ยังไงก็เรียนเชิญครอบครัวท่านสจ.เลยแล้วกันนะคะ” ศกุนตลาหน้าตึงแต่ก็ตอบตามมารยาท
“อ้อ น่าสนใจมากค่ะ คุณพ่อกับดิฉันชอบทำบุญค่ะยังไงเราก็คงไปแน่ๆ” เกดสินีตอบทำเหมือนไม่รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ชอบตน
“ยินดีต้อนรับค่ะ ทางเราไม่รับซองนะคะ” คำพูดของศกุนตลาเหมือนจะประกาศว่าเธอมีฐานะมากพอ เป็นการเหน็บครอบครัวของสจ.ที่เมื่อเดือนก่อนจัดงานทำบุญบ้านและมีข่าวลือว่ามีการกำหนดขั้นต่ำที่ใส่ซองไปในการ์ดเชิญด้วย จนพูดกันไปทั่วเมืองแม้แต่ศกุนตลาที่อยู่แต่บ้านยังรู้เรื่อง
ศกุนตลานอนไม่หลับ เธอคิดถึงความสัมพันธ์ของครอบครัวเธอและอิทธิ ที่ดูเหมือนมีอะไรผิดที่ผิดทางแต่คนรอบตัวก็ไม่มีใครทักท้วงเลย
เธอยอมรับว่ามองไม่ออกว่าเขาคิดยังไงกับเธอ อิทธิไม่ใช่คนพูดเยอะ ไม่ใช่สิต้องเรียกว่าไม่พูดเลยต่างหาก เขาอยู่ที่นี่มาจะหกเดือนเต็มแล้ว หรือว่าเขาอาจจะไม่ได้คิดอะไรเลยก็ได้ เธอคงคิดมากไป
ศกุนตลาสวมเสื้อคลุมเปิดประตูห้องนอนลงไปชั้นล่าง ตั้งใจว่าจะลงไปหาอะไรดื่ม เธอลงมาถึงชั้นล่างมองไปทางด้านขวาของชั้นล่างที่ยกให้เป็นส่วนที่พักของอิทธิ ดูเงียบสงบดีไฟในห้องทำงานก็ดับแล้ว บางครั้งเธอมักจะเห็นเขาอยู่ในห้องทำงานจนดึก
หญิงสาวขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงกุกกักในครัว เอ๊ะ..รึว่ามีหนูเข้ามาในบ้าน เมื่อคิดดังนั้นเธอจึงก้าวเร็วๆ เข้าไปดูในครัวและต้องแปลกใจมากขึ้นเมื่อไฟในครัวถูกเปิด ร่างสูงเปิดไปตามตู้เก็บของชั้นต่างๆ
“พี่อิททำอะไรคะ ยังไม่นอนเหรอ”
อิทธิหันมามองเธอ “อ้าว คุณกุนยังไม่นอนเหรอครับ”
“หิวค่ะ พี่อิทหาอะไรคะกุนช่วยไหม” เมื่อเย็นเขาไม่ได้มาทานข้าวคงจะหิว
“พี่หิวเลยว่าจะมาหาอะไรทาน” เขาบอกตรงๆ
“งั้นเดี๋ยวกุนช่วยค่ะ” เธอเปิดตู้เก็บของแห้งในนั้นมีโจ๊กซองและบะหมี่สำเร็จรูป
“ทานอะไรดีคะ โจ๊กหรือบะหมี่”
“บะหมี่ก็ได้ครับ น้องธีหลับแล้วเหรอ”
“ค่ะ หลับตั้งแต่หัวค่ำ”
“พี่เห็นว่ากุนจะหาช่างมาทำห้องเด็กเหรอ” เขาถามตามที่ได้ยินเธอคุยโทรศัพท์กับชมพูนุท
“ใช่ค่ะ หมอบอกว่าน้องธีแยกห้องได้แล้วควรจะหัดตั้งแต่เล็กๆ เลย”
“เดี๋ยวพี่จัดการให้ครับ แล้วกุนจะให้น้องธีเข้าเรียนที่นี่ด้วยไหม” อิทธิถามต่อ มองเธอที่หยิบจับทำอะไรอย่างคล่องแคล่วเพลินตา
“เรื่องเรียนยังไม่รู้เลยค่ะ ปกติเด็กเข้าอนุบาลหนึ่งตอนสามขวบ น้องธีเพิ่งขวบครึ่งยังมีเวลาคิด”
“เข้าตอนสี่ขวบแล้วให้เรียนอนุบาลแค่สองปีก็ได้ไม่ใช่เหรอ สอนอยู่กับบ้านก็ได้ เดี๋ยวพี่ให้ไอ้นนท์ทำห้องเรียนให้ที่ชั้นล่างดีไหม” เขาวางแผน ตามองถ้วยบะหมี่ที่เธอเลื่อนมาวางตรงหน้า
“กุนเกรงใจค่ะ ให้กุนจ่ายเองนะคะ” ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่จริงจังนอกจากค่ากิน ค่าของใช้ในบ้านเธอแทบไม่ได้จ่ายอะไรเลย อิทธิจ่ายเบ็ดเสร็จเกือบทุกอย่างตั้งแต่ค่าน้ำค่าไฟ ค่าจ้างคนงานในสวน ค่าปุ๋ยค่ายาเขาว่าจะส่งบิลมาให้ก็ยังไม่ได้เคลียร์
“ไม่เป็นไรครับ พี่ดูแลกุนกับลูกได้”
ศกุนตลาทำหน้าไม่เข้าใจ นี่มันเกินหน้าที่การ์ดรึเปล่า
“กุนว่าเราควรจะคุยกันถึงขอบเขตของคำว่าดูแลนะคะ”
“พี่ว่าพี่ก็ชัดเจนมาตลอดเลยนะ ว่าพี่ดูแลกุนในฐานะผู้ชายดูแลผู้หญิง แต่พี่อยากทำให้กุนเห็นมากกว่าพูด”
“เอ่อ..กุนว่า” เธอหน้าตื่น กำลังจะอ้าปากพูดแต่อิทธิพูดขึ้นมาว่า
“พี่ไม่รีบ ไม่เร่งคำตอบ แล้วกุนก็ไม่ต้องกังวลว่าถ้าเปิดใจให้พี่ไม่ได้จริงๆ แล้วพี่จะโกรธ”