ภูเมฆก้าวเท้าตรงไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ที่อัมพิกานั่งทำงานอยู่ สายตาคมกริบของเขากวาดมองไปยังร่างของเธอที่กำลังตั้งใจจัดทำข้อมูลบางอย่างในระบบคอมพิวเตอร์ด้วยท่าทางคล่องแคล่ว ว่องไว
แสงไฟจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ส่องสว่างบนใบหน้าของอัมพิกา ทำให้เห็นถึงความตั้งใจและสมาธิในการทำงาน นิ้วเรียวของเธอกดแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็ว แต่ละการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความแม่นยำและชำนาญ ภูเมฆยืนมองเธออยู่ครู่หนึ่ง โดยไม่พูดอะไร ราวกับถูกสะกดด้วยภาพตรงหน้า
ก่อนที่จะยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย ดวงตาเปล่งประกายความเจ้าเล่ห์วูบหนึ่ง แล้วปรับสีหน้าให้เรียบเฉยในทันที ภูเมฆก้าวเท้าตรงไปยังเคาน์เตอร์ด้วยท่าทีผ่อนคลายแต่แฝงไปด้วยความมั่นใจ ไม่แสดงรอยยิ้มหรือความเป็นมิตรใดๆ ออกมา เขาสังเกตป้ายชื่อบนอกเสื้อของเธออย่างจงใจ อัมพิกา...ชื่อที่เขาจะต้องจดจำได้อย่างขึ้นใจ
"อัมพิกา" เขาเรียกชื่อเธอโดยไม่มีคำนำหน้าใดๆ
อัมพิกาเงยหน้าขึ้นมองด้วยสีหน้าสงสัยเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสุภาพและนอบน้อมเมื่อเห็นว่าเป็นเขาคนนั้น
"สวัสดีค่ะ มีอะไรให้ดิฉันรับใช้คะ" น้ำเสียงของเธอมีความเคารพแต่ก็แฝงไปด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
ภูเมฆจ้องมองเธออย่างไม่ละสายตา ราวกับกำลังประเมินปฏิกิริยาของเธอ
"ผมอยากกินกาแฟ"
อัมพิกาพยายามรักษาน้ำเสียงปกติและเป็นมืออาชีพ
"ทางโรงแรมมีบริการกาแฟชั้นดีพร้อมเสิร์ฟนะคะ จะให้ดิฉันติดต่อรูมเซอร์วิสให้ทันทีเลยไหมคะ หรือคุณสะดวกจะลงไปที่ห้องอาหารของโรงแรมคะ" เธอเสนอทางเลือกด้วยความเคารพ หวังว่าจะหลีกเลี่ยงคำสั่งที่ผิดวิสัย
ภูเมฆขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวเล็กน้อย พร้อมกับยกมือขึ้นปราม
"ผมไม่อยากกินกาแฟชงของโรงแรม วันนี้ผมอยากได้กาแฟจากร้านข้างนอก คุณไปซื้อมาให้ผมหน่อย"
อัมพิกาสีหน้าเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด แสดงความไม่แน่ใจและความกังวล
"เอ่อ คุณลูกค้าคะ ดิฉันไม่แน่ใจว่าจะสามารถออกจากเคาน์เตอร์ไปได้ค่ะ ตอนนี้เป็นเวลาปฏิบัติงานของดิฉัน และหากไม่มีใครมาดูแลเคาน์เตอร์แทน"
เธอพยายามอธิบายถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเองด้วยความนอบน้อม
ในจังหวะนี้ กมลชนก เพื่อนร่วมงานประจำเคาน์เตอร์ของอัมพิกา สังเกตเห็นสถานการณ์ที่ตึงเครียด เธอเดินเข้ามาใกล้ด้วยสีหน้าเป็นห่วงและเคารพต่อผู้บริหาร
"ท่านรองคะ มีอะไรให้พวกเรารับใช้หรือเปล่าคะ"
เธอเข้ามาด้วยท่าทีที่ต้องการช่วยเหลือ โดยเรียกภูเมฆด้วยตำแหน่งที่ถูกต้อง
ทันทีที่อัมพิกาได้ยินคำว่า "ท่านรอง" จากปากของกมลชนก ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ เธอหันขวับมามองหน้ากมลชนกอย่างไม่อยากจะเชื่อ ราวกับเพิ่งตระหนักได้ถึงความสำคัญและสถานะที่แท้จริงของผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า
ภูเมฆหันไปมองกมลชนกด้วยสายตาที่ยังคงไม่เป็นมิตรนัก
"ไม่มีอะไรมากคุณกมลชนก ผมแค่สั่งให้อัมพิกาไปซื้อกาแฟให้ผมแก้วหนึ่ง"
กมลชนกมองอัมพิกาด้วยความเป็นห่วงเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับภูเมฆด้วยน้ำเสียงที่สุภาพแต่แฝงความกังวล
"เรียนท่านรอง ด้วยความเคารพนะคะ ตอนนี้อัมพิกาต้องประจำอยู่ที่เคาน์เตอร์ หากท่านต้องการกาแฟจากข้างนอกจริงๆ ดิฉันยินดีที่จะให้พนักงานคนอื่นที่ว่างอยู่ไปซื้อมาให้แทนค่ะ จะได้ไม่รบกวนเวลาปฏิบัติงานของอัมพิกา" เธอพยายามเสนอทางออกอื่นที่เหมาะสมกว่าด้วยความเคารพ
ภูเมฆเลิกคิ้วสูงขึ้นเล็กน้อย มองกมลชนกด้วยความไม่พอใจที่ถูกขัดขวาง
"ไม่เป็นไร ผมต้องการให้อัมพิกาไป ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม" เขายังคงดึงดันที่จะหาเรื่อง ทำให้เธอลำบาก "อีกอย่าง นี่เป็นคำสั่งของผม" เขาเน้นย้ำสถานะผู้บริหารอย่างชัดเจน
กมลชนกมองหน้าภูเมฆด้วยความอึดอัดใจ เธอรู้ว่าภูเมฆกำลังหาเรื่องแกล้งอัมพิกา แต่ก็ไม่กล้าขัดขืนโดยตรง
"ค่ะท่านรอง... แต่ว่า..." เธอพยายามหาเหตุผลอย่างระมัดระวัง
อัมพิกามองกมลชนกด้วยความรู้สึกขอบคุณและรู้สึกผิดที่รุ่นพี่ต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง เธอรู้ดีว่าภูเมฆกำลังจงใจ
"ไม่เป็นไรค่ะพี่ก้อย หนูไปเองก็ได้ค่ะ"
เธอตัดสินใจที่จะยอมทำตาม เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับกมลชนก
กมลชนกหันมาพูดกับอัมพิกาด้วยน้ำเสียงที่แสดงความเห็นใจ
"ถ้าท่านรองต้องการจริงๆ เดี๋ยวพี่ช่วยดูเคาน์เตอร์ให้ระหว่างที่เธอไปก็ได้" เธอมองภูเมฆด้วยสายตาที่สื่อว่าเธอไม่เห็นด้วย แต่ก็พร้อมจะช่วยเหลือพนักงานใหม่ ไม่ให้มีปัญหา
ภูเมฆมองทั้งสองคนสลับกันด้วยสายตาที่บ่งบอกว่าเขากำลังจับจ้องปฏิกิริยาของพวกเธอ
"ก็ดีเหมือนกันกมลชนก ถ้าคุณอาสาดูแลเคาน์เตอร์แทน ก็ให้อัมพิกาไปซื้อกาแฟให้ผมได้"
เขายอมให้กมลชนกมาดูแลเคาน์เตอร์ แต่ยังคงยืนยันที่จะให้อัมพิกาไปซื้อกาแฟ
"แต่คุณต้องรีบไปรีบกลับ เข้าใจไหม อัมพิกา" เขากลับมาเน้นย้ำกับอัมพิกาอีกครั้ง
อัมพิกาพยักหน้ารับคำอย่างจำใจ "ค่ะ ดิฉันจะรีบไปซื้อมาให้ค่ะ ไม่ทราบว่าท่านต้องการเป็นกาแฟอะไรจากร้านไหนคะ" เธอพยายามถามรายละเอียดด้วยความเคารพและเปลี่ยนสรรพนามเรียกเมื่อรู้ว่าเขาคือเจ้านายของเธอ
ภูเมฆมองอัมพิกาด้วยสายตาที่พึงพอใจเล็กน้อยที่เห็นเธอจำนน แต่ก็ยังคงความเย็นชาไว้
"อเมริกาโน่เย็นไม่หวาน ร้านกาแฟตรงหัวมุมถนนที่ป้ายสีเขียวๆ นั่นแหละ อย่าแวะทำธุระอื่นล่ะ" เขาเพิ่มเติมคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่แสดงความไม่ไว้วางใจ
กมลชนกมองตามหลังอัมพิกาด้วยความเป็นห่วงและไม่เห็นด้วยกับการกระทำของผู้บริหาร แต่ก็เลือกที่จะไม่พูดอะไรออกมาในขณะนั้น
อัมพิกาเดินออกจากเคาน์เตอร์ไปด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง และตอนนี้เพิ่มเติมด้วยความตกใจและประหม่าที่เพิ่งรู้ว่าผู้ชายที่เธอเคยมีเรื่องด้วยนั้นคือผู้บริหารระดับสูงของโรงแรม
อัมพิกาเดินออกจากประตูโรงแรมด้วยความรู้สึกหนักใจ เมื่อพ้นชายคา เธอก็สังเกตเห็นท้องฟ้าครึ้มต่ำ ลมพัดแรงขึ้นเล็กน้อย และเม็ดฝนปรอยๆ เริ่มโปรยลงมาบางๆ
"ให้ตายสิ...ฝนจะตก" เธอพึมพำกับตัวเองอย่างหงุดหงิด แต่เมื่อนึกถึงสายตาและคำสั่งของท่านรองภูเมฆ เธอก็รู้ว่าไม่มีทางเลือกอื่น
ระหว่างทางไปร้านกาแฟอัมพิกาสังเกตเห็นว่าลมเริ่มแรงขึ้น และผู้คนที่เดินอยู่บนทางเท้าเริ่มมีท่าทีเร่งรีบ เม็ดฝนเริ่มตกลงมาถี่ขึ้นเรื่อยๆ จนรู้สึกได้ถึงความเปียกชื้นเล็กน้อยบนผิว เธอตัดสินใจเปลี่ยนจากการเดินเร็วเป็นการวิ่งเหยาะๆ เพื่อให้ถึงร้านกาแฟโดยเร็วที่สุด ก่อนที่ฝนจะตกลงมาหนักกว่านี้
ในใจของเธอเต็มไปด้วยความคิดถึงความไม่ยุติธรรมที่ต้องมาเจอ และหวังว่าท่านรองภูเมฆจะไม่เรื่องมากกับกาแฟที่อาจจะเปียกฝนเล็กน้อย
เมื่อถึงร้านกาแฟอัมพิกาสั่งอเมริกาโน่เย็นไม่หวานตามที่ท่านรองภูเมฆสั่งด้วยน้ำเสียงที่สุภาพแต่รีบร้อน เมื่อได้กาแฟมาแล้ว เธอก็รีบจ่ายเงินและวิ่งกลับโรงแรมทันที โดยพยายามประคองแก้วกาแฟไม่ให้โดนฝนมากที่สุด
อัมพิกาเหนื่อยหอบจากการวิ่ง ฝนที่เริ่มตกลงมาหนักขึ้นทำให้เสื้อผ้าของเธอเริ่มเปียกชื้น แต่ความกังวลว่าจะทำให้ท่านรองภูเมฆไม่พอใจหากกลับไปช้าหรือกาแฟไม่ได้ดั่งใจก็มีมากกว่า เธอจึงกัดฟันวิ่งต่อไป ก้มหน้าเล็กน้อยเพื่อหลบเม็ดฝนที่เริ่มหนาขึ้น มือทั้งสองข้างประคองแก้วกาแฟไว้แน่น พยายามรักษาสมดุลกาแฟไม่ให้หก
ในขณะเดียวกัน ภูเมฆนั่งทำงานต่อในห้อง มองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นสายฝนที่เริ่มตกลงมา เม็ดฝนกระทบกระจกเป็นสายยาว เขาเผลอมองตามสายฝนเหล่านั้นไปอย่างเหม่อลอยและนึกถึงอัมพิกา ภาพของเธอที่รีบวิ่งออกจากโรงแรมเมื่อครู่ผุดขึ้นมาในความคิด
'ป่านนี้คงเปียกปอนไปหมดแล้วมั้ง'
แต่แล้วเขาก็นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในห้องพักวันที่ถูกเธอตบหน้า ความรู้สึกสงสารก็ถูกแทนที่ด้วยความพึงพอใจเล็กๆ ที่ได้เห็นอีกฝ่ายต้องลำบากบ้าง
'ฝนตกแค่นี้ ไม่ได้หนักหนาอะไรขนาดนั้น'
แต่ความรู้สึกผิดก็แวบเข้ามาในความคิดของเขาอย่างรวดเร็ว
'จริงๆ ก็ไม่น่าสั่งให้ไปตอนที่ฝนตั้งเค้าแบบนี้เลยนี่นา...แต่ช่างเถอะ' เขาสะบัดความคิดนั้นทิ้งไปอย่างไม่ใส่ใจนัก
ภูเมฆใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ แสดงถึงความพอใจที่ได้เอาคืน และใจจดใจจ่อรอคอยกาแฟแก้วนั้นต่อไป
ห้องทำงานของภูเมฆยังคงเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเบาๆ และเสียงเม็ดฝนที่กระทบกระจกเป็นระยะ
อัมพิกาเปิดประตูเข้ามาในห้องทำงานของภูเมฆด้วยท่าทางเหนื่อยล้าแต่ระมัดระวัง มือทั้งสองข้างประคองแก้วกาแฟไว้มั่นคง เสื้อผ้าและผมของเธอยังคงเปียกหมาดๆ บ่งบอกถึงการฝ่าสายฝนมา ภูเมฆนั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้หนัง มองเธอด้วยสายตาที่ประเมินตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แววตาของเขาอ่านยาก แต่ก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกเหนือกว่าเล็กน้อย
อัมพิกาเดินเข้าไปวางแก้วกาแฟบนโต๊ะทำงานของภูเมฆอย่างเบามือที่สุด พยายามไม่ให้มีน้ำหยดจากเสื้อผ้าที่เปียกชื้นลงบนโต๊ะ
"เรียนคุณภูเมฆ อเมริกาโน่เย็นไม่หวาน ที่ท่านสั่งค่ะ" น้ำเสียงของเธอสุภาพแต่แฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด
ภูเมฆมองแก้วกาแฟ แล้วเงยหน้าขึ้นมองอัมพิกาอย่างช้าๆ กวาดสายตาไปทั่วร่างกายที่เปียกชื้นของเธอ
"อืมมม ขอบคุณสำหรับความทุ่มเทนะครับ คุณอัมพิกา...สภาพดูสดชื่นราวกับเพิ่งไปดำน้ำมาเลยนะครับวันนี้" น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความเยาะเย้ยอย่างไม่ปิดบัง
อัมพิกาพยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด กลืนความไม่พอใจลงคออย่างยากลำบาก
"ด้วยความยินดีค่ะ พอดีฝนตกหนักระหว่างทางค่ะ" เธอตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่สุด
ภูเมฆเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
"อ๋อ... ฝนตกเหรอครับ ผมนึกว่าวันนี้แดดจะออกทั้งวันซะอีก ไม่คิดว่าฝนจะตก สงสัยผมจะมองโลกในแง่ดีเกินไปหน่อย แล้วรสชาติกาแฟล่ะครับ มั่นใจนะครับว่ายังเหมือนเดิม ไม่ได้มีส่วนผสมของน้ำฝนเข้าไปด้วย" เขายังคงจ้องมองเธออย่างจับผิด
อัมพิกามองสบตาภูเมฆอย่างตรงไปตรงมา พยายามควบคุมอารมณ์ที่เริ่มปะทุขึ้นมา
"ดิฉันระมัดระวังอย่างดีที่สุดค่ะ รสชาติดีเหมือนดื่มที่ร้านเลยค่ะ" น้ำเสียงของเธอหนักแน่นขึ้นเล็กน้อย
ภูเมฆพยักหน้าช้าๆ
"ก็ดี ผมหวังว่ารสชาติมันจะคุ้มค่ากับความเปียกปอนของคุณนะครับ" เขายังคงหาเรื่องจิกกัดเธออย่างไม่ลดละ
อัมพิกาถอนหายใจออกมาแผ่วเบา พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ตอบโต้
"ถ้าไม่มีอะไรให้ดิฉันรับใช้อีก... ดิฉันขอตัวนะคะ" น้ำเสียงของเธอเริ่มแสดงความไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน
ภูเมฆยกแก้วกาแฟขึ้นจิบเล็กน้อย มองอัมพิกาด้วยรอยยิ้มที่ยังคงแฝงไปด้วยความกวนประสาท
"เชิญตามสบาย ไว้คราวหน้าถ้าผมอยากดื่มอะไร 'พิเศษๆ' อีก จะเรียกใช้บริการก็แล้วกัน ผมประทับใจในการบริการส่งตรงถึงที่ ท่ามกลางสายฝนแบบนี้จริงๆ"
อัมพิกามองภูเมฆด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความเบื่อหน่ายและเหลืออดอย่างถึงที่สุด แต่ก็ยังคงตอบด้วยความสุภาพตามหน้าที่
"ยินดีให้บริการค่ะท่านรอง" พูดจบก็รีบหันหลังเดินออกจากห้องทำงานของภูเมฆทันที โดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
อัมพิกาถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อพ้นจากห้องทำงานของภูเมฆ เธอรีบตรงไปยังห้องแต่งตัวของพนักงานที่อยู่บริเวณชั้นล่างของโรงแรม หยิบชุดยูนิฟอร์มสำรองที่แขวนอยู่ในตู้มาเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เสื้อผ้าที่เปียกชื้นทำให้เธอรู้สึกไม่สบายตัวและเหนอะหนะไปทั้งตัว
"เฮ้อ... เปียกไปหมดเลย ให้ตายสิ สั่งอะไรไม่ดูฟ้าดูฝนบ้างเลยหรือไงกันนะ" เธอพึมพำกับตัวเองอย่างหงุดหงิด
"ชุดสำรองนี่มันก็ไม่ค่อยเข้ารูปเท่าไหร่... แต่ก็ยังดีกว่าใส่ชุดเปียกๆ แบบนี้แหละนะ" เธอบ่นพึมพำขณะมองหน้าตัวเองในกระจกด้วยความรู้สึกเซ็ง
"หน้าก็ซีด ผมก็ลีบ นี่ฉันต้องกลับไปยิ้มแย้มต้อนรับแขกทั้งสภาพนี้จริงๆ เหรอเนี่ย" เธอถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย
อัมพิกาตัดสินใจที่จะไม่ปล่อยให้ความหงุดหงิดมาบดบังหน้าที่การงาน เธอหยิบเครื่องสำอางในกระเป๋าออกมาบรรจงแต่งเติมใบหน้าทีละนิดอย่างตั้งใจ
"รองพื้นหน่อยดีกว่า หน้าจะได้ไม่ดูเหมือนคนป่วย คิ้วก็ตกเหมือนชีวิตช่วงนี้เลยแฮะ... เติมให้โก่งขึ้นอีกนิด" เธอพึมพำกับตัวเองพลางบรรจงเขียนคิ้วให้ได้รูป
"สีนี้พอจะกลบเกลื่อนความหงุดหงิดได้บ้างมั๊ยนะ...ทาลิปสติกสีส้มอมชมพูหน่อยก็แล้วกัน จะได้ดูสดใสขึ้น" เธอทาลิปสติกสีสดใสลงบนริมฝีปากบางอย่างเบามือ เพื่อให้ใบหน้าดูมีชีวิตชีวาและพร้อมที่จะยิ้มแย้ม
หลังจากแต่งหน้าเสร็จ อัมพิกาก็ใช้หวีจัดแต่งทรงผมให้เข้าที่เข้าทาง ปัดผมหน้าม้าให้เข้ารูป และตรวจดูความเรียบร้อยของเสื้อผ้าหน้าผมอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างดูดี
"อืม...ดีขึ้นมาหน่อย อย่างน้อยก็ดูเป็นพนักงานต้อนรับ ไม่ใช่ผู้ประสบภัยจากพายุ" เธอมองตัวเองในกระจกด้วยความรู้สึกพอใจขึ้นเล็กน้อย
อัมพิกาสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อรวบรวมความมั่นใจ และเดินออกจากห้องแต่งตัว มุ่งหน้ากลับไปยังเคาน์เตอร์ต้อนรับแขกด้วยสีหน้าที่ดูสดใสและพร้อมที่จะกลับมาปฏิบัติหน้าที่อีกครั้ง