ในห้องนอนของศักดา แสงไฟสีส้มนวลจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องสว่างบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความครุ่นคิด เขานั่งอยู่บนเก้าอี้นวมหนังสีน้ำตาลตัวใหญ่ โทรศัพท์ถูกยกแนบหู เสียงสัญญาณโทรศัพท์ทางไกลดังลอดออกมาเป็นระยะ ปลายสายคือธันวา ลูกชายคนเดียวของเขาที่กำลังใช้ชีวิตอิสระและท่องเที่ยวอยู่ในประเทศอังกฤษ เวลานี้ที่ลอนดอนคงใกล้จะถึงยามค่ำคืน แต่ที่กรุงเทพฯ ยังเป็นช่วงกลางวัน
"สนุกกับการใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นพอรึยัง" ศักดาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ก็เรื่อยๆ ครับพ่อ เที่ยวไปวันๆ มันก็ไม่ได้มีอะไรใหม่มาก" ธันวาพูดน้ำเสียงสบายๆ แต่เจือความเบื่อหน่ายเล็กน้อย
"เรื่องนี้มันเกี่ยวกับอนาคตของแก... และของเรา"
ธันวาเริ่มสนใจ
"เรื่องอะไรเหรอครับพ่อฟังดูจริงจังนะ"
"เรื่องโรงแรมของเรา... แกอายุ 35 แล้วไม่คิดอยากจะกลับมาทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันบ้างเหรอ" ศักดาลดเสียงลงเล็กน้อย
"ก็เคยคิดครับพ่อ... แต่โอกาสมัน..." ธันวาน้ำเสียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย
"โอกาสมันกำลังจะมาถึงแล้วธันวา...พ่ออยากให้แกกลับมา..." ศักดาน้ำเสียงหนักแน่นขึ้น
"มีอะไรพิเศษหรือเปล่าครับ" ธันวาตกใจเล็กน้อยแต่ก็มีความหวัง
“โอกาสที่แกจะได้รับในสิ่งที่แกควรจะได้มาตลอด" ศักดาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและมีแผนการ
"สิ่งที่ผมควรจะได้... หมายความว่ายังไงครับพ่อ" ธันวาเริ่มตื่นเต้น
"แกก็รู้ว่าพ่อร่วมสร้างโรงแรมนี้มากับไอ้อรรถกรตั้งแต่แรก แต่เพราะมันมีเงินทุนมากกว่า...และถือหุ้นเป็นอันดับที่หนึ่งมันถึงมีสิทธิ์ที่ได้กุมอำนาจและเป็นเจ้าของโรงแรมนี้ แต่ลูกพ่อ...แกฉลาด มีความสามารถ และมีความทะเยอทะยานไม่แพ้ใคร...แกต้องกลับมาแย่งชิงตำแหน่งนั้น!"
ธันวาดวงตาเป็นประกาย
"พ่อหมายถึงตำแหน่งทายาทแทนภูเมฆน่ะเหรอ"
"ใช่! ถึงเวลาแล้วที่แกจะแสดงให้ทุกคนเห็นว่าใครกันแน่คือทายาทที่แท้จริงของโรงแรมนี้ แกคงจะไม่ปล่อยให้สิ่งที่ควรจะเป็นของแกหลุดมือไปง่ายๆ หรอกใช่ไหม" ศักดายิ้มอย่างมีเลศนัย
"พ่ออยากจะให้ผมทำอะไรว่ามาได้เลย ผมพร้อมลุยเต็มที่!" ธันวาน้ำเสียงกระตือรือร้น
"ดีมาก! พ่อรู้ว่าแกต้องคิดเหมือนพ่อ เราจะทำให้พวกมันเห็นว่าใครคือผู้มีสิทธิ์ที่แท้จริง!"
ศักดาวางโทรศัพท์ลงด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจและความคาดหวัง เขารู้สึกเหมือนแผนการที่วางไว้กำลังจะเริ่มขึ้นจริง และมีโอกาสที่จะล้มล้างอำนาจของอรรถกรได้
ในห้องนอนของศักดายังคงเงียบสงบ แต่แฝงไปด้วยกระแสแห่งความทะเยอทะยานและการแย่งชิงอำนาจที่กำลังจะก่อตัวขึ้นอย่างรุนแรง
หลังจากธันวางสายจากศักดาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความสับสน ความตื่นเต้น และความสงสัย เขายังคงยืนมองออกไปนอกหน้าต่างห้องชุดหรู แสงไฟจากเมืองลอนดอนยามค่ำคืนส่องสว่างเป็นประกายระยิบระยับ
ทันใดนั้นเอง สัมผัสอบอุ่นจากด้านหลังก็ทำให้ธันวาหลุดออกจากภวังค์ วงแขนเรียวเล็กโอบรอบเอวของเขาอย่างแนบชิด พร้อมกับศีรษะที่มีเรือนผมสีบลอนด์สว่างซบลงบนแผ่นหลังกว้าง
"Hey, baby. คุยโทรศัพท์กับใครดึกดื่นเลย" เสียงหวานใส ของหญิงสาวคนหนึ่งดังมาจากด้านหลัง
ธันวาหันหลังกลับช้าๆ เผชิญหน้ากับหญิงสาวผมบลอนด์ที่เขาเพิ่งใช้เวลาด้วยกันตลอดค่ำคืน ดวงตาสีฟ้าใสของเธอยังคงเยิ้มไปด้วยร่องรอยของความสุข ริมฝีปากอวบอิ่มแย้มยิ้มเล็กน้อย
ธันวาน้ำเสียงยังคงเจือความครุ่นคิด "แค่คุยกับเพื่อน..."
สาวผมบลอนด์เลิกคิ้วเล็กน้อยอย่างสงสัย "เพื่อนของนายโทรมาดึกขนาดนี้เชียว"
เธอลูบไล้แผงอกของธันวาเบาๆ นิ้วเรียวเล่นกับไรขนอ่อนๆ อย่างเย้ายวน
ธันวาคว้ามือเธอมากุมไว้ "มีเรื่องนิดหน่อยน่ะ...ไม่สำคัญหรอก"
สาวผมบลอนด์ยิ้มอย่างมีเลศนัย "เพื่อนหรือว่าผู้หญิงคนอื่นรึเปล่า" เธอเงยหน้าขึ้นมองสบตาธันวาอย่างหยอกล้อ
ธันวาดึงเธอเข้ามากอดหลวมๆ "ไร้สาระน่า... เธอรู้ว่าฉันมีแค่เธอ"
ถึงแม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่ในใจของธันวากลับไม่ได้จดจ่ออยู่กับหญิงสาวในอ้อมกอดเลย คำพูดของศักดายังคงก้องอยู่ในหู ความคิดถึงโอกาสที่พ่อเพิ่งหยิบยื่นให้เริ่มก่อตัวอย่างชัดเจน
สาวผมบลอนด์กระซิบข้างหู "แล้วเมื่อคืน... สนุกไหม"
เธอขบเม้มติ่งหูของธันวาเบาๆ
"ก็ดี..." ธันวาตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก
สายตาของธันวาเหม่อมองข้ามศีรษะของหญิงสาวไปยังวิวเมืองเบื้องนอก แสงไฟที่ส่องสว่างราวกับดวงดาวนับล้านดวงไม่ได้ดึงดูดความสนใจของเขาเลย ความคิดถึงเรื่องโรงแรมและการแย่งชิงอำนาจต่างหากที่เขากำลังสนใจอยู่ตอนนี้