| นารา |
ฉันเดินกลับไปขึ้นรถตู้ พี่สุเมธพาผมขับกลับไปถึงบ้าน โชคดีของฉันที่เคลียร์สรุปรายงานนั่นตั้งแต่เมื่อคืน และส่งเมลให้เลขาของผู้บริหารแต่ละคนเรียบร้อยแล้ว
พอถึงบ้าน ฉันเจอกับคุณแม่บ้านจอยอีกครั้ง เลยสอบถามและขอให้เธอพาฉันไปที่ห้องทำงานของคุณการันต์ ฉันจัดแจงเปิดลิ้นชักและเอาเอกสารออกมา โดยไม่สนใจเปิดดูเอกสารข้างใน ฉันไม่ใช่คนสอดรู้สอดเห็น และมันก็คงไม่มีอะไรเกี่ยวกับฉันแน่นอน
เมื่อเก็บเอกสารใส่กระเป๋าเรียบร้อยแล้ว ฉันจึงเดินออกจากห้องทำงานเพื่อที่จะเดินลงไปชั้นล่าง
ระหว่างโถงทางเดินก่อนถึงบันได ฉันสังเกตเห็นรูปภาพถูกแขวนเรียงไว้บนผนังมากมาย อารมณ์เหมือนแกลเลอรีแสดงภาพถ่าย ฉันจึงมองรูปภาพพวกนั้นแบบผ่านๆ ส่วนมากเป็นรูปครอบครัวคุณการันต์ รูปทริปท่องเที่ยวต่างประเทศ และรูปเก่าๆ ของครอบครัวอีกห้าหกรูป ฉันเดินชมรูปภาพพวกนี้พลางเดินทอดน่องไปเรื่อยๆ
แต่พลันสายตาดันเหลือบไปเห็นรูปรูปหนึ่ง มันคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหนสักที่ มันเป็นรูปภาพสีฟิล์มหม่นๆ ใส่กรอบไว้อย่างดี ภาพนี้เป็นภาพเด็กผู้ชายมองหน้าและใช้สองมือโอบเด็กผู้หญิงไว้ โดยที่เด็กผู้หญิงกำลังทำหน้ายู่ร้องไห้ขี้มูกโป่ง
ฉันว่าฉันเคยเห็น แต่นึกไม่ออกจริงๆ ว่าเคยเห็นที่ไหน แต่ช่างมันเหอะ คิดไปก็ปวดหัวซะเปล่าๆ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฉันซะหน่อย ฉันจึงรีบเดินลงไปชั้นล่าง กล่าวลาคุณแม่บ้านจอย และขึ้นรถกลับบริษัท
.....
วันนี้ทั้งวันมีแต่ประชุม ตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ เป็นเวลาหกโมงเย็นแล้ว และคุณการันต์ก็ไม่มีอะไรจะเรียกใช้ฉันอีก ฉันจึงรีบกลับบ้าน ช่วงนี้คงต้องเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะไปก่อน เพราะรถของฉัน อู่เพิ่งมายกไปตอนบ่ายๆ นี่เอง ช่างบอกว่ากว่าจะซ่อมเสร็จก็น่าจะอีกสองสัปดาห์
ชีวิตมนุษย์ออฟฟิศในเมืองหลวงนี่เหนื่อยจริงๆ นะ ฉันต้องขึ้นรถไฟฟ้า ต่อรถเมล์ แล้วก็ต้องต่อพี่วินแว้นเข้าซอยอีก กว่าจะถึงบ้าน เวลาหมดไปเปล่าๆ ปลี้ๆ เกือบสองชั่วโมง นี่ไม่ต้องพูดถึงถ้าวันไหนเป็นวันศุกร์สิ้นเดือน ฝนตก สุดยอดไปเลยจ้า วันมหาวินาศ...รถโคตรติด!
ฉันเคยคิดนะ อยากจะเปิดร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่เล็กๆ แถวบ้าน แต่ก็นั่นแหละ ติดที่เงินลงทุนนี่แหละ ฉันก็เลยต้องมาทำงานอยู่ที่นี่ เพราะเรียกเงินเดือนได้สูงสุดจากหกบริษัทก่อนหน้าที่ฉันร่อนใบสมัครไป
ฉันผจญภัยฝ่าด่านการจราจรที่ติดขัดจนถึงบ้านเสียที เข้าบ้านมาก็ได้ยินเสียงแม่ทำกับข้าวอยู่ในครัว ฉันกล่าวทักทายแม่ ก่อนเดินขึ้นชั้นสอง เปลี่ยนชุดทำงานเป็นเสื้อยืด กางเกงขาสั้น ง่ายๆ สบายๆ
ฉันหยิบเสื้อผ้าในตู้ออกมา นึกถึงบางอย่างที่ติดค้างในใจ เลยเขย่งเท้า เอื้อมมือเกือบสุดปลายแขนเพื่อหยิบกล่องใบหนึ่งที่อยู่ตรงมุมลึกสุดของตู้ออกมา
กล่องใบนี้ ฉันเรียกมันว่ากล่องกาลเวลา มันเป็นกล่องเหล็กใบเก่าๆ ที่รวมเรื่องราวตอนเด็กๆ ของฉันไว้ ไม่ว่าจะเป็นฟันน้ำนมอันแรกที่หลุด ตุ๊กตากระดาษที่สะสมไว้ รวมถึงสมุดเฟรนด์ชิปตอนประถม
ใช่...ฉันกำลังค้นหารูปภาพที่คุ้นตาตอนอยู่ที่บ้านเจ้านาย
รูปปึกใหญ่ถูกหยิบออกมาจากกล่องกาลเวลา ก่อนที่ฉันจะค่อยๆ เลื่อนสลับดูรูปไปเรื่อยๆ เกือบหมดปึก
“เฮ้ย...รูปนี้แหละ!!” ฉันตะโกนขึ้นมาด้วยความดีใจ เจอแล้ว รูปถ่ายจากกล้องฟิล์ม สีหม่นๆ และมีเด็กสองคนเหมือนกับรูปนั้นเป๊ะ จะต่างกันก็ตรงเด็กที่ร้องไห้หน้ายู่ ตอนนี้เธอหันมายิ้มให้กล้อง ฉันรีบหยิบรูปนั้นออกมาจากรูปปึกใหญ่ วิ่งลงไปหาแม่ชั้นล่าง
“ลงมาพอดีเลยนารา มากินข้าวเร็ว แม่หิวแล้ว”
ตอนแรกฉันกะจะถามแม่ตอนนั้นเลย แต่รอกินข้าวเสร็จก่อนดีกว่า ไม่อยากให้แม่ทนหิวนานเพราะเรื่องไร้สาระของฉัน
ฉันรีบเดินไปนั่งที่โต๊ะอาหาร วันนี้มีผัดผักรวม แกงมัสมั่น และไข่เจียวหมูสับ ฉันกับแม่นั่งกินข้าวจนอิ่มกันทั้งคู่ ก่อนที่ฉันจะเอารูปที่เพิ่งค้นเจอมาให้แม่ดู แล้วถามแม่ว่า เด็กผู้ชายในรูปคือใคร
แต่เมื่อแม่เห็นรูปถ่ายใบนั้น อยู่ๆ นัยน์ตาของแม่ก็เหมือนมีน้ำตารื้นขึ้นมา แม่พูดสั้นๆ ว่าจำไม่ได้ แต่ฉันรู้ว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านั้น ฉันจึงเก็บรูปใส่กระเป๋ากางเกง เก็บจานชามไปล้าง นั่งดูทีวีกับแม่สักพักใหญ่ ก่อนจะขึ้นไปชั้นบน
ฉันต้องรู้ให้ได้...ว่ารูปนี้มันสำคัญยังไงกันแน่ ทำไมบ้านนั้นถึงมีรูปนี้เหมือนกันกับรูปในกล่องกาลเวลาของฉัน
.....
เวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว วันนี้เป็นวันที่ฉันทำงานที่นี่ครบสามเดือนพอดี และทางฝ่ายบุคคลก็แจ้งให้เข้าไปเซ็นสัญญาเป็นลูกจ้างของบริษัท เนื่องจากคุณการันต์ประเมินให้ผ่านโปรแล้ว
ฉันจึงลงลิฟต์ไปยังชั้นยี่สิบสอง เพื่อไปที่ฝ่ายบุคคล แต่ในระหว่างทาง ฉันเดินก้มหน้าเช็กเอกสารที่อยู่ในซองอย่างเร่งรีบ เพราะเลยเวลานัดมาเกือบๆ สิบนาทีแล้ว แต่พลัน...
“อุ๊ย!!” ฉันรู้สึกเหมือนเดินชนกับใครสักคนหนึ่ง ฉันไม่ทันได้มอง เลยทำให้คนที่โดนชนล้มไปนั่งพับกับพื้น
ฉันจึงรีบหันหลังกลับไปขอโทษขอโพยเขาเป็นการใหญ่ พร้อมช่วยประคองชายหนุ่มที่ฉันชนให้ลุกขึ้น แต่เอ๊ะ...ใบหน้าของเขาคนนี้ช่างดูคุ้นตาเหลือเกิน
“เอ่อ...เธอคือ...เดี๋ยวนะ...” ฉันพยายามนึกชื่อเขา ติดอยู่ตรงมุมปาก แต่จำไม่ได้สักที
“เฮ้ย...นี่นาราใช่รึเปล่า เรา ‘ปวิน’ ไง จำเราได้รึเปล่า” เขาโพล่งขึ้นมา พร้อมกับรอยยิ้มกว้าง และท่าทางดีใจสุดขีด
“เออใช่ ปวินจริงๆ ด้วย ดีใจจัง นี่ไม่เจอกันนานแค่ไหนแล้วเนี่ย”
เราทั้งสองคนโผเข้ากอดกันกลมด้วยความดีใจ สิบกว่าปีที่ไม่ได้เจอกัน หากจะเล่าย้อนความ ฉันกับปวินเคยเรียนมัธยมต้นที่เดียวกัน แต่พอขึ้นมัธยมปลาย ปวินต้องย้ายตามครอบครัวไปเรียนอีกจังหวัด จึงทำให้เราไม่ได้เจอกัน และไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย
“นี่นาราสวยขึ้นมากๆ อะ เราเกือบจำไม่ได้แน่ะ”
“มาชมอะไรเนี่ย เราเขินเป็นเหมือนกันนะ อย่าว่าแต่เราเลย ปวินเองก็หล่อขึ้น หุ่นดีขึ้น ไม่อ้วนเหมือนตอนสมัยนั้นเลย ฮ่าๆๆๆ” ฉันพูดแซวคนตรงหน้า ทำเอาเขาเขินจนเสียอาการ พลันใช้มือหนานั่นตีที่ต้นแขนฉันเบาๆ แล้วหัวเราะตาม
“แล้วนี่นารามาทำอะไรที่นี่ล่ะ”
“อ๋อ เรามาต่อสัญญางานน่ะ เพิ่งผ่านโปร”
“อ้าว! นาราทำงานที่นี่เหรอ แต่ทำไมเราไม่เคยเห็นนาราเลยล่ะ” ปวินถามฉันด้วยความสงสัย
“ส่วนมากเราไม่ค่อยได้ไปไหนอะปวิน นั่งทำงานอยู่แต่ชั้นยี่สิบเก้า วันๆ ก็ประชุมๆๆ แล้วก็ประชุม เฮ้อ...แต่งานอะเนอะ เบื่อยังไงก็ต้องทำ”
“เดี๋ยวนะ งั้นแสดงว่านาราก็เป็นเลขาหน้าห้องผู้บริหารอะดิ หืม...อย่าบอกนะว่านาราเป็นเลขาคุณ...”
“อือ เราเป็นเลขาคุณการันต์”
“เฮ้ย จริงดิ”
“อื้ม จริงสิ มีอะไรรึเปล่าเนี่ย” ที่ฉันถามก็เพราะงงกับท่าทีของปวินที่ดูจะตื่นเต้นที่ฉันไปเป็นเลขาคุณการันต์
“นี่นาราทำบุญด้วยอะไรเนี่ย รู้ไหมว่าสาวๆ ทั้งตึกอยากทำตำแหน่งนี้กันแทบตาย แต่ยื่นใบสมัครไปกี่รอบ ก็ไม่เห็นเคยได้ตำแหน่งนี้กันสักคน อย่างเพื่อนที่แผนกเรา เคยถามพี่คนที่ทำเรื่อง เขาก็บอกคุณการันต์ยังไม่โอเค ถามกี่ครั้งๆ ก็ตอบเหมือนเดิม” ปวินร่ายยาว ทำเอาฉันได้แต่ยิ้มเจื่อน
เอาจริงๆ ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมฉันถึงได้งานตำแหน่งนี้ จริงอยู่ที่ฉันจบตรงสาย แต่มันก็แปลกจริงๆ แหละ เพราะฉันไม่มีประสบการณ์การทำงานด้านนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ แต่ก็ยังผ่านการคัดเลือก
“เราว่า คุณการันต์เลือกเราเพราะจบตรงสายแหละมั้ง”
“อืม ก็คงจะจริง แต่เราว่ามันก็แปลกๆ อยู่ดี ที่นี่ก็มีหลายคนจบตรงสาย มีประสบการณ์มาก่อน คุณการันต์ยังไม่เลือกเลย ฮ่าๆๆๆ”
ปวินพูดซะฉันสะดุ้ง...กลืนน้ำลายข้นหนืดลงคอไปอึกใหญ่ แต่เขาคงไม่ได้คิดเรื่องนี้จริงจังหรอกมั้ง คงแค่คิดเล่นๆ เอาไว้เมาท์มอยกับเพื่อนแค่นั้นแหละ ฉันคิดในใจ
“เราไม่กวนนาราแล้วดีกว่า แต่ขอแลกไลน์ไว้หน่อย เผื่อมีเรื่องเมาท์กัน” ฉันกับปวินแลกไลน์กันเรียบร้อย ก่อนจะกล่าวลา และฉันก็รีบเข้าไปเซ็นสัญญาตามที่นัดไว้ ดีใจจังที่วันนี้ฉันได้เจอเพื่อนเก่าที่เคยสนิท แล้วเขาก็ยังทำงานที่เดียวกันกับฉันอีก แบบนี้คงไม่เหงาแล้ว
โปรดติดตามตอนต่อไป