ตอนที่ 1 - แรกพบสบตา (2/2)

1589 คำ
| นารา | เช้านี้ฉันตื่นสาย นาฬิกาเจ้ากรรมดันไม่ยอมปลุก หรือฉันไปเผลอปิดมันตอนไหนก็ไม่รู้ และดูเหมือนมันจะเป็นเช้าที่ไม่ค่อยดีเอาซะเลย!! วันนี้...วันที่ฉันต้องเริ่มทำงานเป็นวันแรก แต่ไม่รู้ผีบ้านผีเรือนตัวไหนเข้าสิงคุณ ‘นาริน’ คุณแม่สุดที่รักของฉัน เธอคะยั้นคะยอให้ฉันขับรถไปทำงาน กลัวลูกขึ้นรถเมล์แล้วตัวจะเหม็นกลิ่นเหงื่อ จะขึ้นรถไฟฟ้าก็บอกคนเยอะ กลัวลูกต้องยืนนาน จะแว้นไปกับพี่วินปากซอย ก็บอกกลัวเสื้อเหม็นกลิ่นควันจากท่อไอเสีย เดี๋ยวเพื่อนร่วมงานจะพานรังเกียจไปอีก ฉันจึงต้องจำใจทำตามที่แม่บอก เพราะเป็นเช้าวันเริ่มต้นสัปดาห์ วันนี้รถจึงค่อนข้างติดมากกว่าปกติ ฉันขับรถฝ่าการจราจรที่ค่อนข้างจะเฮงซวยของเมืองกรุงมาเรื่อยๆ โชคดีที่ฉันจำเส้นทางได้จากการมายื่นเอกสารรายงานตัวเมื่อสัปดาห์ก่อน กูเกิลแมพจึงไม่จำเป็นสำหรับฉันอีกต่อไป ฉันขับรถมาเรื่อยๆ จนถึงตึกเดอะมาสเตอร์ ตึกสูงที่เป็นจุดหมายปลายทางตรงหน้า ก่อนเลี้ยวรถเข้าไปตรงป้ายทางเข้า นั่นไงล่ะ! ไม่มีที่จอด วนจะสิบรอบไม่มีที่จอดเหลือเลย จะมีก็แต่ที่จอดสำหรับผู้มาติดต่องานด้านหน้าตึกอีกไม่กี่ช่องแค่นั้น เอาวะ...จังหวะนี้ฉันว่าฉันต้องทำเนียนแล้วแหละ ทำไงได้...แค่วันแรกก็มาทำงานสายซะแล้ว ทั้งๆ ที่เมื่อวันก่อน ฝ่ายบุคคลก็กำชับแล้วกำชับอีกว่าให้รีบมาก่อนเวลางานอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง เฮ้อ...อยู่เมืองกรุงก็ต้องทำใจสินะ!! เมื่อได้ที่จอดรถ ฉันวิ่งกระหืดกระหอบไม่ห่วงสวย ด้วยสปีดความเร็วสี่คูณร้อยมายังโถงลิฟต์ แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ลิฟต์ทุกตัวยังอยู่ชั้นสูงๆ กันทั้งนั้น แต่เอ๊ะ...สายตาอันเฉียบคมดันเหลือบไปเห็นลิฟต์ตัวด้านในสุดกำลังจะปิด ฉันจึงใช้พละกำลังที่เหลืออยู่ทั้งหมดวิ่งไปยังลิฟต์ตัวนั้น ก่อนจะใช้มือเอื้อมไปคั่นไว้ไม่ให้ประตูลิฟต์ปิดลง โชคยังเข้าข้าง เซนเซอร์ทำงานอัตโนมัติ ประตูลิฟต์ตัวนั้นเปิดออก ฉันจึงรีบแทรกตัวเข้าไปทันที แต่ก็แอบเซเสียการทรงตัวจนเกือบชนคนข้างใน เมื่อตั้งสติได้ ฉันยืนเก้ๆ กังๆ จ้องแผงปุ่มเลขชั้นที่ดูลายตา จนเจอตัวเลขนั้นในที่สุด แต่เหมือนว่ามีคนกดไว้แล้วก่อนหน้า ฉันจึงหันหลังไปยิ้มให้กับคนที่อยู่ในลิฟต์แก้เก้อเร็วๆ หนึ่งที แต่ก็ไม่ได้สังเกตใบหน้าเขาหรอก เพราะมัวแต่ยืนก้มหน้าและเขินกับความล่กๆ เด๋อๆ ของตัวเองอยู่ แต่ด้วยความที่ลิฟต์ตัวนี้มันเป็นสแตนเลสแวววาวประดับกระจกไว้โดยรอบ ฉันจึงแอบชำเลืองมองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังผ่านกระจกเงาพวกนี้ ไล่จากปลายรองเท้าหนังมันแผล็บคู่สวย ขึ้นไปยังกางเกงสแล็กจับจีบสุดเนี้ยบ เสื้อสูทผ้าเนื้อดีที่ราคาคงแพงหูฉี่ ส่วนด้านในเป็นเชิ้ตขาว ผูกเนกไทสีเทาลายเข้ากัน ไหนจะกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ที่ลอยมาแตะจมูกนั่นอีก สายตาฉันเลื่อนขึ้นมาเรื่อยๆ กระทั่งเห็นใบหน้าเท่านั้นแหละ อื้อหือ...คนอะไรมันจะหล่อเท่ได้ขนาดนี้ เบ้าหน้าฟ้าประทานสุดๆ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ฉันควรจะจดจ่อ ตอนนี้ฉันควรจะต้องรีบไปรายงานตัวกับหัวหน้าก่อน ติ๊ง...เสียงลิฟต์ดังขึ้น ฉันแหงนหน้ามองตัวเลขที่โชว์ขึ้นมา ตอนนี้ลิฟต์มาถึงชั้นยี่สิบเก้าแล้ว ฉันเดินออกจากลิฟต์ไปสองสามก้าว ก่อนหยุดอยู่กับที่ หันซ้ายหันขวา สอดส่ายสายตาตามหาป้ายหรืออะไรก็ตามที่พอจะบอกได้ถึงจุดที่ฉันควรจะต้องไปต่อ ผลัวะ…โครม!! พลันฉันรู้สึกเหมือนมีคนมาชนด้านหลัง พร้อมกับเสียงข้าวของหลายอย่างตกกระแทกพื้น ฉันจึงรีบหันหลังไปดู “คุณจะหยุดเดินทำไม เห็นไหมของของผมตกหมดแล้ว พังหมดแล้วมั้งเนี่ย” ผู้ชายคนในลิฟต์พูดเสียงดัง คือเขาไม่ได้ถึงขนาดตะคอกหรอกนะ แต่น้ำเสียงนั่นก็ดุดันพอที่จะทำให้ฉันรู้สึกกลัวหัวหดขึ้นมาได้ “ขอโทษค่ะคุณ พอดีฉันหาห้องทำงานของคุณอารยาอยู่น่ะค่ะ ไม่แน่ใจว่าอยู่ตรงไหน ฉันก็ไม่เคยมาซะด้วยสิ” ฉันรีบขอโทษขอโพยชายคนนั้น พลางช่วยเขาก้มเก็บของที่ตกกระจัดกระจาย แต่คุณพระ! สูทสีเข้มเข้ารูปของเขาเต็มไปด้วยคราบกาแฟที่หกเลอะเทอะเป็นวงสีน้ำตาลน่าเกลียด ซวยแล้วไง!! แต่ไม่ทันที่ฉันจะพูดเรื่องคราบกาแฟที่หกเลอะเสื้อเขา และยังไม่ทันได้พูดขอโทษ ผู้ชายคนนั้นเก็บของเสร็จก็ลุกขึ้นยืน เบือนหน้าหนี และรีบเดินไปจากจุดนั้น ทิ้งให้ฉันเคว้งคว้าง ยืนงงๆ อยู่คนเดียวหน้าลิฟต์ เฮ้อ...คนอะไรแข็งกระด้างสิ้นดี ฉันคิดในใจพยายามมองหาป้ายบอกทางอีกครั้ง แต่พลันเห็นป้าแม่บ้านคนหนึ่งกำลังถูพื้นอยู่ ฉันจึงรีบเดินเข้าไปสอบถาม และสุดท้ายก็สามารถไปยังจุดหมายปลายทางได้อย่างถูกต้อง ก๊อก ก๊อก ก๊อก... ฉันเคาะประตูห้องที่มีชื่อว่า ‘อารยา มุทิตาอารีย์ - ผู้บริหารฝ่ายเลขานุการ’ เมื่อได้ยินเสียงขานรับอนุญาต ฉันจึงเปิดประตูเข้าไป “สวัสดีค่ะคุณอารยา ดิฉัน ‘นารา สุวรรณธานนท์’ มารายงานตัวค่ะ” ฉันยกมือขึ้นไหว้คนตรงหน้าอย่างนอบน้อม และกล่าวทักทายไปตามมารยาท “มาสายนะเรา แต่ไม่เป็นไร วันนี้พี่อารมณ์ดี ยกให้วันนึง” “ขอโทษด้วยค่ะคุณอารยา ดิฉันวนหาที่จอดรถนานไปหน่อยค่ะ” “ไม่เป็นไรจ้ะ ไม่ต้องซีเรียส เอ้อ...ต่อไปเรียกพี่ว่าพี่ก็ได้ ไม่ต้องเรียกคุณหรอก กันเองๆ” เธอยิ้มให้หนึ่งที ก่อนหันไปจัดการเก็บเอกสารที่วางระเกะระกะอยู่บนโต๊ะให้รวมเข้าเป็นกองเดียวกัน พี่อารยาคนนี้ เธอเป็นหัวหน้าฝ่ายเลขานุการ พูดง่ายๆ ก็คือดูแลเลขาของผู้บริหารระดับสูงๆ ของบริษัทนี้ทั้งหมด ฉันดูๆ แล้ว อายุอานามเธอน่าจะประมาณสี่สิบต้นๆ เธอเป็นผู้หญิงร่างท้วมหน่อยๆ แต่ใบหน้าสะสวย คมเข้ม แต่งตัวเนี้ยบตั้งแต่หัวจรดเท้า ถึงจะรูปร่างค่อนข้างใหญ่ แต่ก็ดูเป็นผู้หญิงที่คล่องแคล่วมากๆ คนหนึ่ง หลังจากทักทายเสร็จ พี่อารยาพูดคุยและแจ้งหน้าที่ พร้อมสอนงานและแนะนำงานต่างๆ อีกเล็กน้อย ก่อนลุกขึ้นพาฉันไปยังจุดที่ฉันต้องนั่งทำงาน พี่อารยาเดินนำฉันไปตามโถงทางเดินยาว ที่ปูพื้นด้วยหินอ่อนอย่างดี ซ้ายขวาของทางเดินเป็นห้องผู้บริหารระดับสูงของบริษัท ประมาณห้าหกห้องเห็นจะได้ หน้าห้องแต่ละห้องมีหญิงสาวหน้าตาสะสวยนั่งประจำอยู่ แต่บางห้องก็เห็นเป็นผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกับพี่อารยานั่งก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองอย่างขะมักเขม้น เราสองคนเดินมาจนถึงห้องห้องหนึ่ง มันเป็นห้องที่ตั้งอยู่ตรงปลายสุดทางเดิน ข้างๆ ประตูมีป้ายสีเงินแวววาวสลักชื่อเอาไว้ว่า ‘การันต์ เตชะกุลธร – รองประธานกรรมการบริหาร’ ฉันคิดในใจ โอ้โห! นี่ฉันได้มาทำงานเป็นเลขาท่านรองประธานของบริษัทนี้เลยเหรอเนี่ย...ช่างโชคดีจริง แต่จริงๆ แล้ว ฉันก็พอจะรู้คร่าวๆ จากฝ่ายบุคคลตั้งแต่วันที่มารายงานตัววันก่อนแล้วแหละ แต่เขาก็ไม่ได้บอกว่าฉันต้องทำงานกับใคร รู้แค่เป็นเลขาผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งแค่นั้น ด้วยดีกรีเด็กทุน จบโทอเมริกาด้านการบริหารจัดการองค์กร ฉันรู้สึกภูมิใจและตื่นเต้นมากสำหรับการเริ่มงานที่แรกในชีวิต ฝ่ายบุคคลให้ฉันฝึกงานก่อนสามเดือน ถ้าเจ้านายพอใจก็ค่อยเซ็นสัญญา แต่ถ้าเจ้านายไม่โอเค ก็อาจจะต้องย้ายไปทำแผนกอื่น ก๊อก ก๊อก ก๊อก... หลังได้ยินเสียงอนุญาตจากคนด้านใน พี่อารยาเปิดประตูเดินเข้าไป แล้วจึงหันหลังกวักมือเรียกให้ฉันเดินตามเข้ามา โอ้โห...ห้องนี้ตกแต่งไว้สวยมาก ทั้งหินอ่อน ไม้โอ๊กอย่างดี ไหนจะเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงพวกนี้อีก ดูหรูหราหมาเห่าเข้ากันไปหมด เจ้าของห้องรสนิยมดีจริงๆ ฉันมองซ้ายมองขวา ตื่นตะลึงกับห้องทำงานสุดหรูห้องนี้ จนเดินมาถึงหน้าโต๊ะทำงานของเจ้าของห้อง พี่อารยาสะกิดแขนดึงสติฉันให้กลับมาสนใจเรื่องตรงหน้า ฉันเห็นเก้าอี้ผู้บริหารตัวใหญ่ที่หันหลังให้กับเราอยู่ คนนั่งคงกำลังมองวิวตึกสวยของเมืองหลวงอยู่แน่นอน “อะ...แฮ่ม...!! คุณการันต์คะ นี่เลขาคนใหม่ของคุณค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะคะ ที่ใช้เวลานานกว่าทางฝ่ายบุคคลจะหาให้ได้” พี่อารยากระแอมหนึ่งทีเป็นสัญญาณว่ามาถึงแล้ว พูดจนจบประโยค ก่อนที่คนนั่งหลังเก้าอี้ตัวสูงนั้นจะหมุนเก้าอี้กลับมา “เฮ้ย...คุณ!” ฉิบหายแล้ว...เจ้านายคนใหม่ ก็คือคนที่ฉันเจอในลิฟต์นั่นเอง!! โปรดติดตามตอนต่อไป
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม