มาร์ตินที่กำลังขับรถไปยังบ้านเดชาสิริ โดยไม่เข้าใจว่าทำไมลิลลี่ถึงได้เงียบขนาดนี้ เธอไม่ได้เล่นโทรศัพท์มือถือเหมือนปกติ แต่กลับนั่งกอดอกและมองออกไปทางข้างนอกหน้าต่าง เหมือนไม่อยากคุยหรือสนใจเขา 'เป็นอะไรของเขา โกรธอะไรเราหรือเปล่าเนี่ย' มาร์ตินคิดในใจ แต่เขาก็ไม่ได้ถามออกไป เพราะเขาก็น้อยใจเหมือนกัน ที่เธอชอบบอกกับคนอื่นว่าเป็นพี่สาว เพราะเขาไม่เคยเห็นเธอเป็นพี่สาวเลยสักครั้ง
"ส่งแค่หน้าบ้านก็พอ เดี๋ยวพี่เดินเข้าบ้านเองได้ ตินจะได้กลับบ้านไปพักผ่อนด้วย" ลิลลี่ยอมพูดขึ้นมา เมื่ออีกไม่กี่นาทีก็จะถึงบ้านแล้ว
"ได้ไงอะ ผมก็ต้องไปส่งให้ถึงบ้านสิ รับปากแม่พัชไว้แล้ว อีกอย่างผมหิวด้วย แม่พัชบอกจะทำอาหารไว้ให้" มาร์ตินแย้งขึ้นมาทันที เพราะเขาอยากอยู่ใกล้ชิดเธอให้มากกว่านี้ อย่างน้อยอยู่ที่บ้านเธอ เขาก็มีแม่พัชเป็นคนคอยเชียร์และเขาก็ชอบบรรยากาศที่บ้านของเธอมาก ชอบเวลาเธอทำหน้างอแงกับพ่อแม่เหมือนเด็ก ๆ มันน่ารักดี
"ตามใจ ไอ้เด็กตะกละ" ลิลลี่พูดจบ ก็มองออกไปข้างนอกหน้าต่างเหมือนเดิม
มาร์ตินยิ้มรับ เขาไม่ถือสาคำพูดพวกนี้ของเธอหรอก เพราะรู้ว่าเธอไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นจริง ๆ ก็อย่างที่บอก เขารู้จักกับเธอตั้งแต่ 4 ขวบ จนตอนนี้เขา 20 แล้วนะ ส่วนเธอก็ 22 ปี
รถสปอร์ตคันหรูขับเข้ามาภายในรั้วบ้านเดชาสิริ จากนั้นทั้งคู่ก็เดินเข้าไปภายในบ้าน ก็เห็นว่ามีชายหญิงวัยกลางคนนั่งอยู่ถึงสี่คน ซึ่งก็คือพ่อแม่ของทั้งสองคนนั่นเอง นั่นจึงทำให้ทั้งสองคนแปลกใจมาก เพราะแม่พัชไม่ได้บอกอะไรในตอนที่โทรมาถามเรื่องอาหารเย็น
"แม่พัชคร้าบบบ ตินมาแล้ว" มาร์ตินลงจากรถได้ก็รีบเข้าไปหาตัวช่วยของเขาทันที
"อ้าว~ ตาติน มาแล้วเหรอลูก มา มากินข้าวกับแม่ดีกว่า หิวมั้ย" พัชรินทร์หันไปยิ้มกว้างให้ชายหนุ่มที่เธอรักเหมือนลูกคนหนึ่งอย่างใจดี
"ขอบคุณครับ แม่พัชน่ารักที่สุดในโลกเลย" มาร์ตินพูดจบก็นั่งลงข้าง ๆ พัชรินทร์
"แด๊ด มัม สวัสดีค่ะ คิดถึงจัง" ลิลลี่ก็เดินตามมา ก่อนจะยกมือขึ้นไหว้ไมเคิลและน้ำขิง พ่อแม่ของมาร์ติน
"สวัสดีจ้ะหนูลิลลี่ มา มานั่งกับมัมดีกว่า แล้วนี่ตาตินไปกวนอะไรหรือเปล่า ทำไมทำหน้าเหนื่อย ๆ อย่างนั้นล่ะ ถ้าตาตินทำอะไรให้ไม่พอใจ บอกมัมได้นะ เดี๋ยวมัมจัดการให้" น้ำขิงขยับเก้าอี้ข้าง ๆ เธอ เพื่อบอกว่าให้หญิงสาวมานั่งด้วย ก่อนจะถามขึ้นอย่างยาวเหยียด เมื่อเห็นสีหน้างอน ๆ ของหญิงสาว
"ไม่มีอะไรค่ะมัม พอดีวันนี้ลิลลี่ไปซื้อของที่ห้างมาค่ะ คนมันเยอะ แถมตอนขากลับรถก็ติดอีก ลิลลี่เลยเหนื่อย ๆ ค่ะ" ลิลลี่ยิ้มให้น้ำขิงก่อนจะบอกออกไป เพราะวันนี้อีกคนก็ไม่ได้กวนใจเธอจริง ๆ แถมยังซื้อเครื่องสำอางให้เธออีก แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน ที่ทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิด
"จริงเหรอ แต่มัมว่าตาตินต้องไปกวนใจหนูลิลลี่แน่ ๆ ตาติน เราก็อย่าไปกวนใจพี่เขาให้มากนักนะลูก" น้ำขิงไม่เชื่อเพราะเห็นสายตาของลิลลี่ที่มองมาร์ตินอย่างไม่พอใจ จึงถามลูกชายออกไป
"โธ่~ มัม วันนี้ผมไม่ได้ทำอะไรจริง ๆ นะ ผมพาพี่ลิลลี่ไปซื้อของ เดินตามอย่างเรียบร้อย ออกตังค์ให้ด้วย เปย์ทุกอย่างแบบนี้ ผมผิดอะไร" มาร์ตินพูดขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้
"ก็นายหยิบอะไรเยอะแยะไปหมด พนักงานเชียร์อะไรนายก็ซื้อหมด บอกว่าพอแล้ว ๆ ก็ยังหยิบมาใส่ตะกร้าอีก สมน้ำหน้าหมดไปหลายหมื่นเลย ชิ~" ลิลลี่พูดสวนกลับทันที เพราะเธอตั้งใจจะไปซื้อเครื่องสำอางแค่ไม่กี่ชิ้น แต่กลับได้เครื่องสำอางมาเยอะแยะ เพราะความเป็นสายเปย์ของมาร์ติน
"นั่นไง กวนหนูลิลลี่จริง ๆ ด้วย แล้วยังจะมากวนคุณพัชอีก น่าตีจริง ๆ เลย ไอ้ลูกคนนี้" น้ำขิงได้ฟังก็มองหน้าลูกชายอย่างคาดโทษ
"ไม่ได้กวนอะไรเลยค่ะคุณขิง คนกันเองทั้งนั้น ตาตินมารับยัยลิลลี่ทุกวัน แถมตอนเย็นก็พามาส่ง มากินข้าวด้วยกันก็ถูกแล้ว มาลูกกินข้าวกัน เห็นว่าหิวไม่ใช่เหรอ" พัชรินทร์รีบบอก และพยักหน้าให้แม่บ้านนำจานมาจัดให้ทั้งสองคน
"ว่าแต่พ่อกับแด๊ดคุยอะไรกันคะ ทำไมทำหน้าเครียดแบบนั้นกันล่ะ" ลิลลี่หันไปถามพ่อของเธอกับพ่อของชายหนุ่มที่นั่งคุยกันเงียบ ๆ
"ก็เรื่องงานทั่วไปนั่นแหละลูก ไม่มีอะไรหรอก พอดีคุณไมเคิลจะชวนพ่อไปดูงานที่อังกฤษ ส่วนสองสาวนั่นก็เห็นว่าจะไปเที่ยวและชอปปิงด้วย ลิลลี่ไปด้วยกันนะลูก ถือว่าไปเที่ยวและพักผ่อนกัน ครอบครัวเราไม่ได้ไปเที่ยวต่างประเทศกันนานแล้ว" พิพัฒน์ตอบกลับมาในเรื่องที่กำลังคุยกับไมเคิลอยู่
"จริงเหรอคะ ไปสิคะ ว่าแต่ไปช่วงไหนเหรอคะ" ลิลลี่ที่ได้ยิน ก็ตอบกลับไปอย่างดีใจที่จะได้ไปเที่ยวกับพ่อแม่
"เดือนหน้าจ้ะ หนูลิลลี่ติดเรียนอะไรหรือเปล่า มัมอยากให้หนูลิลลี่ไปด้วย เราสามสาวจะได้ไปเที่ยว ไปชอปปิงกันให้สนุกไปเลย พวกเราไม่ได้ไปเที่ยวด้วยกันแบบนี้นานแล้วนะ ครั้งล่าสุดน่าจะเป็นตอนหนูเข้ามหาลัย ส่วนพวกผู้ชายก็ปล่อยให้เขาไปทำงาน หาเงินมาให้เราใช้ดีกว่า แบบนี้ยุติธรรมดีนะ" น้ำขิงพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี เพราะนานแล้วที่ไม่ได้ไปชอปปิงแบบครบสามคน
"อ้าว~ เดือนหน้าเหรอคะ" สีหน้าลิลลี่หงอยลงทันที เมื่อได้ยินอย่างนั้น
"ทำไมล่ะลูก" พัชรินทร์ถามลูกสาวอย่างสงสัย
"ก็ถ้าเป็นเดือนหน้า ลิลลี่คงไปด้วยไม่ได้น่ะสิคะ เพราะลิลลี่มีนัดรายงานตัวกับที่ฝึกงาน และอาจจะต้องเริ่มฝึกงานภายในเดือนหน้าเลย" ลิลลี่ตอบออกมา เพราะเธอเรียนปีสุดท้ายแล้ว และต้องฝึกงานก่อนจบ
"อ้าว~ ถ้าอย่างนั้นเราเลื่อนได้มั้ยคะพี่ไมค์ ขิงอยากให้หนูลิลลี่ไปด้วย" น้ำขิงหันไปถามสามีที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ทันที
"คงไม่ได้หรอก เรานัดคู่ค้าทางนั้นไว้ด้วย พี่แดนก็ไป ถ้าเจรจากันได้ลงตัว งานนี้คุณพิพัฒน์ก็จะได้ร่วมธุรกิจใหม่ด้วยเลย" ไมเคิลตอบกลับมาตามที่ได้นัดกับผู้ร่วมลงทุนไว้
"พ่อบอกแล้วว่าให้มาฝึกงานที่ธนาคารของเราก็ไม่เชื่อ เป็นไงล่ะ แล้วแบบนี้จะทำยังไงดี คุณอยู่ดูแลลูกหรือจะไปกับผมล่ะคุณพัช" พิพัฒน์ถามภรรยาที่มีสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย เพราะก่อนที่ลิลลี่จะบอกว่าไปไม่ได้ พัชรินทร์กับน้ำขิงคุยกันอย่างออกรสเรื่องไปเที่ยวอย่างตื่นเต้นและสนุกสนาน
"โธ่~ พ่อคะ เรื่องนี้เราคุยกันหลายรอบแล้วนะคะ ว่าทางมหาลัยเป็นคนจัดหาที่ฝึกงานให้ เดี๋ยวเรียนจบ หนูจะรีบมาช่วยงานพ่อที่ธนาคารทันทีเลยนะคะ แล้วหนูก็อยู่คนเดียวได้ค่ะ แม่ไปเที่ยวกับมัมเถอะ ไม่ต้องห่วงหนูนะคะ" ลิลลี่พูดขึ้นมาอย่างออดอ้อนพ่อแม่ และบอกให้แม่ไปเที่ยวอย่างสบายใจได้เลย
"แต่..." พัชรินทร์ทำสีหน้าหนักใจ เพราะไม่เคยทิ้งลูกสาวให้อยู่คนเดียวเลยสักครั้ง
"ผมว่าแม่พัชไปเที่ยวกับมัมให้สบายใจเถอะครับ อุตส่าห์ตั้งใจเอาไว้แล้ว ส่วนทางนี้ผมจะดูแลให้เอง รับรองว่าปลอดภัย หายห่วงครับ ไม่มีใครทำอะไรพี่ลิลลี่ได้แน่นอนครับ" มาร์ตินรีบพูดขึ้นเมื่อเห็นพัชรินทร์กำลังจะโต้แย้ง
"จะดีเหรอตาติน แม่เกรงใจเราน่ะ และแม่ก็ไม่ได้อยู่ทำกับข้าวให้เรากินด้วย" พัชรินทร์พูดออกมาอย่างเกรงใจ
"ไม่ต้องเกรงใจครับ ผมจะดูแลพี่ลิลลี่ให้อย่างดีเลยครับ รับรองว่าจะดูแลแบบไม่ให้คลาดสายตาเลยทีเดียว ถ้าแม่พัชเกรงใจก็ทำอาหารเก็บไว้ในช่องแช่แข็งให้ตินก็ได้ครับ ตินชอบ" มาร์ตินพูดขึ้นอีกครั้ง โดยยกเอาอาหารขึ้นมาอ้าง เพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกสบายใจขึ้น
"โอเคเลย งั้นตอนนี้ก็กินข้าวเยอะ ๆ นะ ส่วนอาหารแม่จะทำเตรียมไว้ให้ทั้งเดือนเลย" พูดจบพัชรินทร์ก็ตักอาหารใส่จานให้ชายหนุ่มอย่างเอาใจ พร้อมกับหันมาคุยกับน้ำขิงอย่างอารมณ์ดี
"คุณขิง กินข้าวเสร็จเดี๋ยวเราไปนั่งคุยกันที่ห้องนั่งเล่นดีกว่านะ พี่อยากได้น้ำหอมตัวหนึ่ง เราไปดูว่าที่นั่นมีขายมั้ย จะได้เปรียบเทียบราคาด้วย"
"ค่ะพี่พัช ขิงก็ว่าจะชวนอยู่พอดี" น้ำขิงก็ตอบรับด้วยรอยยิ้ม
ลิลลี่กลอกตามองบนและมองแม่ของตัวเองที่เอาใจมาร์ตินด้วยการตักอาหารให้ และมาร์ตินก็เอาใจแม่ของเธอกับแม่ของตัวเองอย่างหมั่นไส้ เพราะรู้ว่าหากพ่อแม่ไม่อยู่แล้ว เธอคงถูกมาร์ตินตามติดจนไม่มีเวลาส่วนตัวแน่ เขาคงอ้างสิทธิ์ที่รับปากพ่อแม่ของเธอไว้ว่าจะดูแลเธออย่างดี
'สงสัยถ้าแม่ไม่อยู่ ไอ้เด็กนี่ตามเธอแจเหมือนปาท่องโก๋แน่ เฮ้อ...' ลิลลี่ได้แต่คิดในใจ