เมื่อไปถึงสถานที่รับตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือด เจ้าหน้าที่สถาบันออกมาต้อนรับเพราะธาดาให้คนติดต่อไว้แล้ว ชายหนุ่มเลือกที่นี่เพราะสามารถนำผลไปใช้ทางกฎหมายได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการยื่นขอใส่ชื่อบิดาในใบเกิดหรือเอกสารอื่นๆ ของคู่แฝด หากผลออกมาว่าเขาเป็นพ่อของสองหนูน้อยจริง
การเก็บตัวอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็วหลังจากที่มีการลงชื่อยืนยันตัวตนแล้วทั้งสามคนคือ ธาดา พิชนันท์และณพิชย์
“ทางเราจะโทรไปแจ้งผลคืนนี้นะคะภายในเวลาสามทุ่ม แล้วเอกสารจะส่งตามไปค่ะ”
“ขอบคุณครับ”
“แม่..เรามาทำอะไรกันเหรอ” ณพิชย์ทนสงสัยไม่ไหว เด็กชายเขย่าแขนมารดาถามในระหว่างที่ธาดาไปคุยกับเจ้าหน้าที่
"เรามาตรวจกันค่ะ ว่าคุณลุงเป็นพ่อของพุทกับแพรวไหม” พิชชาตัดสินใจบอกลูกตามตรง
“หนูว่าใช่” พิชนันท์พูดขึ้นมา ทำให้พิชชามองหน้าลูกสาว
“ทำไมล่ะคะ” เธอถามว่าทำไมเด็กหญิงจึงคิดแบบนั้น พิชนันท์ส่ายศีรษะเธอตอบไม่ได้ว่าทำไม
“ไม่เป็นไรค่ะเดี๋ยวก็รู้ผล” หญิงสาวกอดลูกไว้เต็มสองแขน นึกหวั่นใจว่าต่อไปลูกจะไม่ใช่ของเธอคนเดียวอีกต่อไป เธอจะทำอย่างไรดี เธอไม่ควรปล่อยให้เรื่องมาถึงตรงนี้เลย
“แล้วถ้าลุงเป็นพ่อเรา...จะดีไหมแม่” ณพิชย์ถามต่อ
“มีพ่อเราก็จะมีคนพาเล่นไงพุท” พิชนันท์พูดเด็กหญิงเคยได้ยินเพื่อนที่โรงเรียนบอกว่าพ่อพาไปเที่ยว พาทำอะไรสนุกๆ เยอะแยะ
“ซ่อมท่อน้ำ เปลี่ยนไฟ ล้างจาน ถูบ้านนี่คือหน้าที่พ่อ” ณพิชย์จำมาจากเพื่อนที่โรงเรียนเล่า เด็กชายพูดต่อ
“บ้านเราก็มีคนทำอยู่แล้วไงแพรว ไม่เห็นต้องมีพ่อเลย”
“แต่คนที่ชื่อพ่อพาเราไปเที่ยวไกลๆ ได้นะพุท ไปภูเขา ไปทะเล พาไปเล่นสเก็ตบอร์ดก็ได้” พิชชาพูดต่อ
“แม่ก็พาเล่นได้ลูก” พิชชาแย้งแต่เด็กหญิงส่ายศีรษะ
“ไม่ค่ะ แจ๋วแหววบอกว่าพ่อพาไปกางเต็นท์ ไปดูช้างในป่า ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นด้วยนะคะแม่”
เล่นสเก็ตบอร์ด กางเต็นท์ ส่องสัตว์ ดูพระอาทิตย์ขึ้น เธอทวนกิจกรรมที่ลูกสาวพูดในใจแล้วลงความเห็นว่า
'นั่นเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเข้ากับธาดาเลย' พิชชาคิดในใจ
“ถ้าแพรวอยากไปบอกแม่ก็พาไปได้ค่ะ” พิชชาพูดเสียงอ่อน เธอกำลังกลัว...กลัวว่าจะเสียลูกไป ยังไม่ทันไรพิชนันท์ก็พูดถึงแผนการไปเที่ยวหากมีพ่อแล้ว
“ก็ไม่เป็นไร วันหยุดนี้ไปด้วยกันก็ได้” เสียงห้าวแทรกมาจากด้านหลัง ธาดามาตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้แต่เขาน่าจะได้ยินเรื่องที่เธอกับลูกคุยกัน
“ลุงพาเราไปได้เหรอคะ” พิชนันท์ถาม
“ถ้าคุณแม่อนุญาต พ่อพาไปได้ครับ” ธาดาเปลี่ยนสรรพนามเรียกตัวเองใหม่ เขาแน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าคู่แฝดเป็นลูกส่วนที่พามาตรวจดีเอ็นเอเป็นเรื่องทางกฎหมายและเอกสาร
ธาดานั่งลงตรงข้ามพิชชา ชายหนุ่มมองหน้าคุณแม่ของเด็กๆ อย่างพยายามจะเข้าใจเธอ การปรากฎตัวของเขาเป็นสิ่งที่เธอตั้งตัวรับไม่ทัน หากวันนี้พิชชายังไม่ยอมรับสถานะว่าเขาเป็นพ่อของเด็กๆ ชายหนุ่มก็เข้าใจได้
เขาไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองใจเย็นลงมากเมื่อได้พบพิชนันท์และณพิชย์ ธาดาแทบจะลืมความโกรธในนาทีแรกที่รู้ว่าสเปิร์มที่ฝากไว้หายไปว่าตอนนั้นเขาโกรธมากขนาดไหน
“วันนี้คุณมีธุระที่ไหนอีกไหม ลูกไม่ได้ไปโรงเรียนแล้วใช่ไหม”
“ฉันให้พุทแพรวลาทั้งวันค่ะ ไม่รู้ว่าจะเสร็จเรื่องกี่โมง”
“รอเอกสารอีกไม่นานน่าจะได้ แต่ว่ามีคนอยากเจอลูกผมขอให้เขามาเจอได้ไหม”
“ใครคะ” พิชชามีท่าทางระแวงขึ้นมาทันที
“พ่อแม่ผมเอง ท่านอยากเจอหลานเมื่อวานท่านดูเด็กๆ ในคลิปแล้วก็เอาแต่ร้องไห้ อยากเจอมากท่านน่าจะมาถึงแล้วล่ะ” ธาดารับโทรศัพท์ที่ดังขึ้นพอดี
พิชชาใจอ่อนยวบเมื่อรู้ว่าปู่ย่าถึงกับร้องไห้เพราะอยากเจอหลาน ปฏิกิริยาจากทางผู้ใหญ่ของธาดาดีกว่าครอบครัวของเธอเองเสียอีก นอกจากพิมาลาแล้วไม่มีใครในครอบครัวที่ยินดีกับการเกิดของคู่แฝดเลย
ฌานเปิดประตูห้องรับรองนำชายหญิงสูงวัยเข้ามา พิชชายกมือไหว้โดยอัตโนมัติ เธอรู้ได้ทันทีว่าทั้งสองน่าจะเป็นบิดามารดาของธาดา
“สวัสดีค่ะท่าน” เธอพอรู้ว่าพ่อแม่เขามีเชื้อสายราชสกุลและขุนนางเก่า ทำให้เกร็งพอสมควร
“สวัสดีจ้ะหนูพิชชาใช่ไหม แม่อยากเจอหนูมาหลายวันแล้ว ตาใหญ่ไม่ยอมให้มาเจอ” คุณเกตุวดีรับไหว้สตรีสาวหนึ่งเดียวในห้อง ไม่บอกก็รู้ว่าเป็นแม่ของหลานๆ เธอมองหญิงสาวอย่างชื่นชม กิริยามารยาทดี หน้าตาผิวพรรณก็ดีมาก
“ทำตัวตามสบายนะหนู พ่อกับแม่แค่อยากมาเจอหลานๆ ไม่ต้องเกร็ง” คุณเธียรพูดขึ้นบ้างท่านเดินไปใกล้ลูกชายเพื่อถามความคืบหน้า
“เรียบร้อยครับพ่อ นี่ก็เสร็จเรื่องแล้วล่ะกลับได้เลย” ธาดาตอบฌานไปรับเอกสารจากเจ้าหน้าที่มาแล้ว เหลือเพียงกลับบ้านไปรอฟังผล
“น้องพุทน้องแพรว ปู่กับย่ามาหาน่ะลูก” คุณเกตุวดีเป็นฝ่ายแนะนำตัวกับเด็กๆ ท่านเข้าใจว่าพิชชาลำบากใจว่าจะแนะนำให้ลูกเรียกท่านว่าอะไรจึงเป็นฝ่ายพูดเอง
คู่แฝดมองหน้าชายหญิงสูงวัยทั้งคู่ที่ยิ้มให้ ท่าทางใจดีมากกว่าธาดาแต่ก็ต้องรอแม่ก่อนว่าแม่จะว่าอย่างไร
พิชชาพยักหน้าให้ลูกเข้าไปหาปู่ย่าเด็กทั้งสองจึงยอมเดินไปให้ผู้สูงวัยกอด
“ปู่ย่า คืออะไรคะ” พิชนันท์มองคุณเกตุวดี
“ปู่เป็นพ่อของพ่อหนู ส่วนย่าเป็นแม่ของพ่อไงคะลูก” คุณเกตุวดีตอบพลางซับน้ำตาไปด้วย
“ปู่คือพ่อของพ่อ พ่อคือลุงใช่ไหมครับ” ณพิชย์ทวนคำพูด เขาชี้ไปที่ธาดาว่าพ่อคือลุงคนนี้ใช่หรือไม่
“ใช่ลูกนั่นเป็นพ่อต้องเรียกพ่อ พุทมีพ่อแล้วก็จะมีปู่มีย่าด้วยไง” คุณเธียรตอบหลานชายบอกให้เรียกธาดาว่าพ่อไม่ใช่ลุง
“อ๋อ...พุทรู้แล้ว ปู่กับย่าเป็นของแถมจากพ่อใช่ไหมครับ”
“ไม่ใช่ค่ะลูก พุทจะพูดแบบนี้ไม่ได้นะคะ” ที่ผ่านมาพิชชาสอนลูกให้เป็นเด็กกล้าคิด กล้าพูดมาตลอด แต่เธอเริ่มรู้สึกว่าความกล้าพูดของลูกเป็นปัญหาได้หากปล่อยให้พูดไปเรื่อย
เริ่มตั้งแต่การที่พิชนันท์แจกเบอร์ของแม่ให้ธาดาเมื่อเช้าเลยล่ะ!
“ไม่เป็นไรหรอกหนู เด็กๆ ก็แบบนี้ช่างพูดช่างเจรจา” คุณปู่โบกมือห้ามไม่ให้พิชชาดุเด็กชายที่ทำหน้าไม่เข้าใจว่าตนเองพูดอะไรผิดจึงโดนแม่ดุ
“วันนี้หนูรีบไปไหนไหมจ๊ะ ถ้าแม่อยากชวนหนูกับเด็กๆ ไปกินมื้อเที่ยงที่บ้านจะไปได้ไหม” คุณเกตุวดีหันมาคุยกับพิชชา
“เอ่อ หนูว่า...”
“นะ แม่ให้แม่ครัวเตรียมไว้เยอะเลย ขนมก็มีเด็กๆ อยากไปไหมลูก” ตอนท้ายท่านหันไปคุยกับพิชนันท์และณพิชย์ ซึ่งทำให้ทุกคนหันมามองเธอเป็นตาเดียว