บทที่ 2

2478 คำ
บทที่ 2 Black swan company ใบหน้าเคร่งเครียดของเขาคล้ายมีความนุ่มนวลแฝงอยู่จับจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เบื้องหน้า คิ้วขมวดเข้าหากันแน่นเมื่อต้องนั่งทำงานในแผนกจนถึงดึกเพียงลำพัง แสงสว่างจากไฟด้านบนเพดานเป็นที่พึ่งในยามกลางคืน ทุกอย่างเงียบสงบมีแค่มือแกร่งของชายหนุ่มเคลื่อนไหวเส้นผมสีดำสนิทขับดวงหน้าหล่อเหลาของพระราม รองเท้าคู่ใหญ่ก้าวผ่านโถงทางเดินเข้ามาภายในห้องทำงานแห่งนี้ ดึงความสนใจจากเจ้านายเมื่อฝ่ามือของคทายื่นซองสีน้ำตาลให้แก่เขา “นี่เป็นข้อมูลของเธอครับ” “เร็วกว่าที่กูคิด ไปได้แล้ว” “ครับคุณราม” ว่าจบก็เดินออกจากห้องไปตามคำบอก เหลือเพียงชายหนุ่มหน้าตาเคร่งขรึมมือเดียวดึงกระดาษเอสี่สีขาวจากซองขึ้นมาอ่านตัวอักษรเบื้องหน้าประวัติคร่าวๆ ของสตรีคนนั้น ดวงตาคมคายจ้องมองทุกบรรทัดจนมาหยุดที่ย่อหน้าสุดท้าย เธอเติบโตที่สิงคโปร์แต่พึ่งย้ายมาอยู่ไทยอย่างถาวรงั้นเหรอ น่าสนุกดีแฮะ ถึงว่าผมไม่เคยพบเจอเธอโชคดีของผมใช่ไหมที่เธอย้ายมาอยู่ไทย ไม่งั้นผมคงไม่มีโอกาสได้เจอเธอแน่ๆ นาเนีย นิชาดา ไตรภพภิพัฒน์แต่ทำไมนามสกุลของเธอมันคุ้นหูเหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน ความสงสัยผุดเข้ามาในหัวไม่รอช้า พระรามรีบเปิดหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตตระกูลที่มีสายเลือดเดียวกันกับคุณย่า นั่นหมายความว่าเธอคนนี้เป็นลูกพี่ลูกน้องกับเขาอย่างนั้นเหรอใบหน้าเกลี้ยงเกลานิ่งไปพักใหญ่ ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองความสงสัยเพิ่มพูนขึ้นเขากดโทรหาลูกน้องคนสนิทอีกครั้ง เอ่ยคำสั่งให้สืบสาวเรื่องของเธอมากกว่านี้ “มึงไปสืบมาให้เยอะกว่านี้ เธอเป็นลูกใครกันแน่” เปล่งน้ำเสียงเข้มบอกคนปลายสายคาดไม่ถึงว่าผู้หญิงที่เขาสนใจอยู่จะมีสายเลือดเดียวกัน ความรักทั้งสองไม่มีทางเกิดขึ้นได้ วางสายจากลูกน้องคนสนิท สองมือรีบเก็บข้าวของท่าทีร้อนรนของคนตัวสูง ตบเท้าออกจากบริษัทรีบเร่งขึ้นรถยนต์และมุ่งตรงไปยังสถานที่ที่ต้องการ บนท้องถนนการจราจรคับคั่งทำใจคนร้อนรุ่มไปด้วย เรียวนิ้วสัมผัสบนหน้าจอเปิดฟังเพลงผ่อนคลายความเครียด บ้านหรูสไตล์โมเดิร์น ตบไฟเลี้ยวเข้ามาจอดบริเวณบ้านหลังโตที่คุ้นเคย สายตาทอประกายแวววับของอลินดา มองเห็นรถยนต์คันนี้ของลูกชายคนโต เธอละหน้าจากกิจวัตรประจำวันนั่นคือนั่งดูหนังกับสามี ออกแรงสะกิดแขนสามีให้เขารับรู้ พระรามรีบเร่งเข้ามาในบ้านทำเอาพ่อกับแม่นั่งอึ้งทั้งคู่ “ผมมีเรื่องจะคุยกับพ่อครับ” “เรื่องด่วนอะไรหรือเปล่า ถึงมาดึกขนาดนี้” “ตอบผมหน่อย ว่าเธอคนนี้ไม่ใช่ญาติเรา” ว่าพลางยื่นกระดาษถึงมือผู้เป็นพ่อ สิงหายังคงงุนงงกับคำพูดคำจาของลูกชาย แววตาคมคายจ้องมองอักษรตรงหน้ารับรู้ได้ทันทีว่าผู้หญิงที่พระรามกล่าวถึงเป็นลูกเต้าเหล่าใคร นิวา สตรีคนนั้นเคยหักหลังพ่อแถมยังเข้าข้างคู่อริเหตุการณ์วันนั้นยังจำฝังใจ “ใครเหรอคะคุณ” “ลูกสาวนิวา แต่ทำไมใช้นามสกุลนี้” “เธอเป็นญาติเราใช่ไหมครับ” “ไม่มีทาง กันยาตายไปแล้วไม่ใช่เหรอผู้หญิงคนนี้จะเป็นญาติเราได้ยังไง” แม้แต่สายตาของผู้เป็นพ่อยังไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น พระรามถึงกับทรุดตัวนั่งลงด้านข้างสิงหราช ภาวนาในใจว่าอย่าให้เป็นอย่างที่คิดเลย ท่อนแขนแกร่งสองข้างยกขึ้นใช้ฝ่ามือลูบหน้าตัวเอง ใบหน้าหล่อเคร่งเครียดขึ้นกว่าเดิมแทบจะสติแตกกระเจิง เพียงเจอเธอแค่วันเดียวเขาไม่เป็นอันกินอันนอนเพราะอยากเจอแต่หน้าผู้หญิงผมสีไวน์แดงคนนั้น ดวงตาคู่สวยสีดำสนิทยังคงตราตรึงในหัวใจ “อีกอย่างเธอคนนี้เกิดทีหลังลูกถึงสองปี” “หมายความว่านิวาแค่ให้ลูกใช้นามสกุลนี้เหรอ” อลินดากล่าวขึ้นหลังจากมองดูข้อมูลในกระดาษที่สามีถืออยู่ “เธอมีพี่สาวอีกคน อายุเท่ากันลูกชายเรา” “งั้นแสดงว่าผมกับเธอ เรารักกันได้ใช่ไหมครับ” เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เมื่อพ่อแม่พูดขึ้นมาอย่างนั้น สีหน้าของพระรามแปรเปลี่ยนในทันที ความดีใจทำให้เขายิ้มไม่หุบ อลินและสิงหาหันไปมองหน้ากันนานเท่าไหร่แล้วที่พวกเขาไม่เห็นลูกชายมีความรัก แต่ซ้ำร้ายอะไรเธอคนนั้นถึงได้ใช้นามสกุลเก่าของคุณย่ากันนะ เรื่องมันซับซ้อนแต่ก็ผ่านมานานนับยี่สิบปี “ถ้าผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่ลูกของกันยา ลูกก็รักกับเธอได้” “ลูกแม่จะมีแฟนแล้วเหรอเนี่ย” “ผมชอบเธอจริงๆ ครับ เธอสวยมาก” “แต่ก็ระวังหน่อยนะ พ่อว่าแม่เธอคงไม่ปลื้ม” พอได้ยินที่พ่อผมพูดก็พอโล่งใจบ้าง กว่าจะเจอใครสักคนที่คิดว่าตัวเองชอบจริงๆ เธอดันใช้นามสกุลเก่าคุณย่า ถ้าเกิดเธอเป็นญาติกับผมจริงๆ เราสองคนคงรักกันไม่ได้แน่ แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้จริงไหมครับ เธอคงจะไม่ใช่สายเลือดเดียวกันกับผม แต่เธอคือแม่ของลูกผมต่างหาก “ไหนๆ วันนี้ก็กลับบ้านแล้วนอนที่นี่นะลูก เดี๋ยวแม่ทำนมอุ่นๆ ให้ดื่ม” “โอเคครับ รักแม่ที่สุดเลยครับ” หายข้องใจชายหนุ่มจึงเอนกายแนบชิดกับพนักพิง นั่งมองหน้าจอทีวีขนาดใหญ่อยู่ด้านของผู้เป็นพ่อ เห็นลูกชายคนโตจะมีความรักกับเขาบ้าง ทำเอาสิงหราชอดอมยิ้มไม่ได้ หวังว่ามันจะไม่เป็นอย่างที่คิด หวังว่าเรื่องทุกอย่างจะจบไปตั้งแต่ยี่สิบสี่ปีก่อน วันต่อมา ดวงหน้าคมคายจับจ้องบนหน้าจอสีฟ้าพลางตัดสินใจโทรหาคนปลายสาย หัวใจพลันเต้นแรงขึ้นอย่างไม่เป็นจังหวะ เส้นผมสีดำเงาขับใบหน้าหล่อเหลาไม่ว่าใครเดินผ่านไปผ่านมาก็ต้องมีหันมามองบ้างแหละ ท่อนแขนแกร่งยกสมาร์ตโฟนขึ้นขนาบข้างหูขวา ปากนุ่มขยับเอื้อนเอ่ยในยามที่อีกคนตอบกลับมา “สวัสดีค่ะ ใครเหรอคะ” “เธอว่างไหม ลงมาเจอกันหน่อยสิ” ว่าพลางยิ้มไม่หุบเลือดสูบฉีดตรงห้องหัวใจทั้งสี่ มืออีกข้างถือบางสิ่งไว้แน่นรอคอยคำตอบจากเธออย่างใจจดใจจ่อ “นายรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่ไหน” “เอาเป็นว่าผมรู้แล้วกัน ลงมาเจอกันหน่อยได้ไหม” เอ่ยประโยคนั้นอย่างนุ่มนวลแค่เธอตอบตกลง พระรามระบายยิ้มกว้าง “โอเค อีกห้านาทีเจอกัน” ว่าจบนาเนียก็วางสาย เลือดพลุ่งพล่านในร่างกายทำเอาผมอยู่ไม่เป็นสุขมือเดียวถือดอกกุหลาบสีแดงแน่น รอคอยการมาถึงของเธอไม่ไหวแล้วแค่ไม่ได้เจอหน้ากันวันเดียวผมก็อดคิดถึงเธอไม่ได้ สาวผมแดงที่ชื่อนาเนียสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ผ่อนคลายตัวเองก่อนได้เจอหน้าเธออีกครั้ง มองซ้ายมองขวาแต่ต้องหยุดชะงักเมื่อดวงตาคู่นั้นปะทะกับเรือนร่างนาฬิกาทราย ผู้หญิงคนนั้นสวมเสื้อแขนยาวกางเกงขายาวสีชมพูเช่นเดียวกันกลุ่มผมถูกรวบตึงดวงหน้างามเด่นชัดมาแต่ไกลเธอก้าวเท้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าทำให้พระรามตกอยู่ในภวังค์ ใบหน้าเกลี้ยงเกลาคลี่ยิ้มให้คนตัวเล็ก ทว่าสีหน้าของเธอที่มองมาทางเขาดูจะหน้าบูดหน้าบึ้งความสวยตามธรรมชาติไม่ต้องเติมแต่งอะไร มือข้างหนึ่งยื่นดอกกุหลาบสีแดงกับผู้หญิงตรงหน้าดวงตากลมโตสีดำสนิทมองตามการเคลื่อนไหว พลางสลับกับมองหน้าของพระราม “นายมาที่นี่เพื่อเอาดอกไม้ดอกเดียวมาให้ฉันเนี่ยนะ” “รับมันไว้เถอะนะ ผมตั้งใจเอามาให้” มือบอบบางรับดอกกุหลาบหนึ่งดอกไปถือไว้ในมือ ไม่ลืมเอ่ยคำขอบคุณต่อชายหนุ่มตรงหน้า “ขอบคุณ มาหาฉันเพราะเรื่องนี้เหรอ” “เปล่า อยากเจอหน้าเธอมากกว่า” “รู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่นี่” เกิดความสงสัยนาเนียเอ่ยถามไถ่เขาขึ้น จำได้ว่าเมื่อตอนเจอหน้าก็ที่ไนต์คลับของเขาเธอทิ้งไว้เพียงเบอร์โทรเท่านั้น ไม่มีทางเลยที่พระรามจะรู้ที่อยู่เธอ “ไม่ยากอะไรหรอกครับ ไม่ได้เจอหน้าเธอผมขาดใจตายดีกว่า” คนตัวเล็กส่ายหน้าเบาๆ จมูกคมเป็นสันสูดดมกลิ่นหอมของดอกกุหลาบในมือ นาเนียคลี่ยิ้มหวานส่งคืนแก่เขาทำเอาพระรามใจอ่อนระทวย แววตาประกายวาววับด้วยความรู้สึกเอ็นดูผู้หญิงตรงหน้าร่างบางเขยิบเข้ามาใกล้ชิดเขาแทบจะกลืนลมหายใจตัวเอง ตรงหน้าอกข้างซ้ายด้านชาหลายปีเต้นแรงระทึกราวกับจะหลุดออกมา “แล้วเจอหน้าฉันรู้สึกยังไงเหรอ” ตัวเล็กเอียงคอเล็กน้อยก่อนจะแหงนหน้ามองคนตัวโตกว่า มือสองข้างไขว้ด้านหลังทำหน้าออดอ้อนเสียจนพระรามสติแตกกระเจิงคนละทิศคนละทาง “ผมชอบมากเลยนะ” “ชอบเวลาที่ได้เจอหน้าฉันเหรอ” “ชอบเธอมากๆ เลยนะ” “…” “เพราะงั้นเวลาเจอหน้าเธอ ใจเต้นแรงสุดๆ” ริมฝีปากหนาเอื้อนเอ่ยบอกความในใจต่อเธอ นาเนียทำเป็นรับรู้แต่ไม่ตอบอะไรหมายความว่าเธอไม่ได้รู้สึกอะไรกับผมใช่ไหม แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่มีทางยอมแพ้หรอกจะตามตื๊อตามจีบจนเธอรักผมบ้าง หญิงสาวเบือนหน้าหนีไปทางอื่นทำให้ผมฉวยโอกาสก้มลงไปสูดดมศีรษะฟอดใหญ่ “นายนี่มัน ชอบฉวยโอกาส” “เธอไม่ต้องรักต้องชอบกันตอนนี้ก็ได้ แต่ต่อไปขอตามจีบเธอได้ไหม” “ไม่ได้ ฉันไม่ชอบนายหรอก” คนตัวเล็กเบื้องหน้าปฏิเสธเสียงแข็ง เธอไม่แม้แต่จะใช้เวลาคิดก่อนเลยด้วยซ้ำ “อย่าพึ่งตัดสินใจสิคุณผู้หญิง มีอะไรหลายๆ อย่างที่เธอยังไม่รู้นะ” “อะไรล่ะที่ฉันไม่รู้” กลีบปากได้รูปขยับถามไถ่คนตัวสูงพลางยกมือสองข้างขึ้นกอดอก พระรามจึงโน้มหน้าเข้าใกล้ก่อนจะกระซิบข้างใบหู “ก็อย่างเช่นคบกับผมจะได้อะไรหลายๆ อย่าง” “แล้วหลายๆ อย่างที่ว่าฉันจะได้อะไร” “ได้เอากัน” ริมฝีปากรูปกระจับเม้มเข้าหากันแน่น ใบหน้าหวานเห่อร้อนผ่าวคำพูดคำจาทีละคำของพระรามทำเอาหัวใจดวงน้อยเต้นรัวแรงราวกับว่าจะหลุดออกจากทรวงอกอิ่ม ประโยคเมื่อสักครู่ทำให้นาเนียเสียอาการเหลือบสายตามองซ้ายมองขวา ท่าทีของเธอถูกจ้องมองโดยคนโตกว่า “นาเดีย” เป็นคนตัวเล็กเอ่ยทักทายผู้หญิงอีกคนดูเหมือนเธอพึ่งกลับมาจากด้านนอก ทอดมองสายตามายังน้องสาวและผู้ชายร่างสูงที่ไม่คุ้นหน้า นาเนียเห็นว่าพี่สาวกลับมาแล้วเธอไม่รอช้าที่รีบวิ่งเข้าไปหา “นาเนีย มาทำอะไรข้างล่างเหรอ” “นายกลับไปได้แล้ว ฉันจะขึ้นห้องแล้ว” เมินคำถามของพี่สาวและเอ่ยปากไล่คนที่ยืนยิ้มอยู่ห่างๆ แทนได้ยินอย่างนั้นพระรามพยักหน้ารับเข้าใจ จากนั้นเขาก็มุ่งตรงไปยังทางออกไม่ลืมเอ่ยลาคนตัวเล็กที่กำลังยืนควงแขนพี่สาว “โอเค ไว้เจอกันใหม่นะครับ” มองตามแผ่นหลังของชายหนุ่มค่อยๆ เลือนหายไปช้าๆ นาเนียเอ่ยประโยคคำพูดแผ่วเบาที่แม้แต่พี่สาวเองก็ยังได้ยินไม่ชัดทุกถ้อยคำ นาเดียรีบหน้าหน้าจ้องมองน้องสาวเอ่ยทวนประโยคก่อนหน้าทันที “เรารักกันไม่ได้หรอกพระราม” “ว่าไงนะ” “เราขึ้นห้องกันเถอะ เนียหิวข้าวแล้ว” “ไปสิ ซื้อข้าวมาพอดีเลย” ห้องนาเนีย สองพี่น้องเปิดประตูเข้ามาไม่รอช้ารีบล้างไม้ล้างมือมานั่งทานข้าวพร้อมหน้ากัน เมื่อตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตอยู่ไทยถาวร นาเดียจึงต้องออกไปหางานใช้ความรู้ทั้งหมดที่เรียนมาขายงานให้กับบริษัทหลายแห่ง แต่ดูเหมือนว่าวันนี้เธอก็ยังพบเจอความผิดหวัง เอ่ยรับปากกับแม่เอาไว้ว่าจะหางานทำและดูแลน้องให้เป็นอย่างดีความเครียดจึงสั่งสมมากเพียงแต่ไม่ระบายออกมาให้ใครได้ยินสะท้อนผ่านดวงหน้างาม “วันนี้ขายงานไม่ผ่านอีกแล้วเหรอ” “ใช่แล้ว แต่พี่ก็จะไม่ยอมแพ้หรอกนะ” “เราสองคนไปทำงานบริษัทคาร์เตอร์ดีไหม” เสนอทางออกกับพี่สาวเห็นความตั้งใจของนาเดียทุกครั้งที่เธอออกไปหางาน สุดท้ายก็กลับห้องมาพร้อมความผิดหวัง “ไม่เอา พี่อยากใช้ความสามารถของตัวเองดู” “เนียไม่อยากทำอะไรเลย อยากเที่ยวมากกว่า” บทสนทนาระหว่างสองสาวขณะที่นาเดียกำลังจัดจาน จากนั้นหยิบช้อนส้อมวางด้านข้างคนน้องไม่น้อยหน้าหยิบเหยือกน้ำรินใส่แก้วให้พี่สาวและตัวเอง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยนาเดียนั่งลงฝั่งตรงข้าม สองพี่น้องเริ่มตักข้าวใส่ปากความสงสัยตั้งแต่กลับมาทำให้เธอต้องเอ่ยถามน้องสาว “แล้วผู้ชายคนนั้นเขาเป็นใครเหรอ” “ผู้ชายคนนั้นเหรอ จะใครอีกก็คนที่ชื่อพระรามไง” “นี่เนียไปเจอเขาเหรอ” “ก็เขาอยากเจอเนีย ก็เลยไปเจอเฉยๆ” พอพูดถึงผู้ชายคนนั้นฉันก็ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกแปลกๆ ทั้งที่ความรักของเราสองคนไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย เราเป็นญาติกันจะให้ฉันเผลอใจชอบพอเขาได้ยังไง ถึงจะหาผู้ชายหน้าตาหล่อขนาดนี้ไม่ได้อีกก็ตามที่เขาบอกยังจะตามจีบฉัน แต่ความเป็นจริงเรารักกันไม่ได้ด้วยซ้ำ แม่ก็ค่อยพูดกรอกหูฉันตลอดว่าครอบครัวนั้นทำให้พ่อต้องตาย ฉันเลยไม่เคยได้รับกอดจากพ่ออยากจะตามตื๊อก็เรื่องของเขาเลยเพราะฉันมีคนที่ชอบอยู่แล้ว “แล้วเนียจะเอายังไงต่อ” “ก็คงจะปล่อยไป เดียว่าความรักที่เกิดจากญาติกันมันจะเกิดขึ้นได้จริงๆ เหรอ” “อย่าทำอะไรที่มันผิดเลย จะไม่ดีเอาเปล่าๆ” “นั่นสิ เนียจะไม่มีทางเผลอใจเด็ดขาด” ****
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม