ฉันนั่งลงกินขนมที่ครามเตรียมไว้ให้บนโซฟาหรูเงียบๆ เจ้าของห้องยืนมองฉันนั่งกินอยู่แปปนึงก่อนที่จะมีสายเข้ามาเจ้าตัวก็เดินออกไปคุยโทรศัพท์ที่ระเบียงห้อง
หืม สูบบุหรี่ด้วยแหละ โตเป็นหนุ่มเต็มตัวแล้วไอ้เด็กคนนี้
ท่าทางของครามที่ยืนคุยโทรศัพท์พร้อมสูบบุหรี่ไปด้วยดูดีจังเลยแฮะ เอ๊ะ! ฉันคิดอะไรกับเพื่อนตัวเองเนี่ย เหมือนเจ้าตัวจะรู้ว่ามีคนจ้องอยู่ ครามเปลี่ยนเป็นยืนเอาหลังพิงกับระเบียงแล้วมองจ้องหน้าฉันกลับ
ตึกตัก
หา? ตึกตัก ตึกตักเนี่ยนะยัยขนม นี่เพื่อนแกนะใจเต้นอะไรของแก เลิกมองๆกินขนมต่อเลยนะ แต่จังหวะที่สบตากัน ฉันก็อดที่จะยอมรับไม่ได้เลยว่าครามนั้นดูดีมาก
ติ๊งต๊อง
เสียงออดดังขึ้น สงสัยจะเป็นอาหารที่ครามบอกว่าสั่งเอาไว้ให้ เขายังคุยโทรศัพท์อยู่เลย เดี๋ยวฉันออกไปเอาเองดีกว่า
“ อาหารที่สั่งได้แล้วครับ คุณ *0* ”
“ ที่ครามสั่งไว้ใช่ไหมคะ ”
“ คะ ครับ ”
ฉันกำลังจะเอื้อมมือไปรับถุงอาหารแต่มีแขนแกร่งจากทางด้านหลังยื่นออกมารับไปแทนซะก่อน หลังฉันกระทบเข้ากับอะไรแข็งๆบางอย่างฉันเลยเงยหันหลังเพื่อกลับไปดู แม่เจ้า! หน้าฉันอยู่ห่างจากต้นคอของครามแค่นิดเดียวเอง คอขาวมาก ลูกกระเดือกชัดมาก ตัวครามหอมมาก รับของดีๆกก็ได้ก้มตัวมาทำไมเนี่ย ถ้าฉันเงยหน้าขึ้นไปมีหวังได้หอมแก้มครามแน่
อึก ให้ตายเหอะฉันเผลอกลืนน้ำลายหรอเนี่ย
“ ส่งของเสร็จแล้วก็กลับไป ”
“ ครับ ครับ ”
ปึง
ครามพูดเสียงเรียบก่อนจะปิดประตูห้องเสียงดัง
“ ครามไปดุเขาทำไม ”
“ … ”
“ ชิ เกเร ”
“ มากินข้าว ”
“ ค้า~ ”
ครามเดินนำไปยังห้องครัว เครื่องครัวครบมาก มีโต๊ะกินข้าวอยู่ตรงกลางห้อง ตู้เย็นขนาดใหญ่ที่ด้านในของกินเต็มตู้เลย อีกทั้งขนมและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เต็มไปหมดเลย ไหนจะตู้แช่ไวน์สุดอลังการนี่อีก
“ เดี๋ยวเราเอาจานเอง ”
“ ไปล้างมือละนั่งรอ ”
“ รับทราบค้า ”
ฉันไม่เล้าหรือครามมากหรอก ครามเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น ฉันเลยไม่อยากจะมากความเขาอยากทำอะไรก็ปล่อยให้ทำไปเถแะ
“ ขอบคุณค่ะ ”
ครามสั่งเป็นพวกสเต็ก สปาเก็ตตี้แล้วก็สลัดให้กับฉันทุกอย่างมันน่ากินมากๆแล้วก็เป็นของโปรดของฉันทั้งนั้นเลย
“ ครามไม่กินหรอ ”
“ กินเถอะ ”
“ ทำไมล่ะ ”
“ เห็นเธอกินฉันก็อิ่มละ ”
“ พูดไปเรื่อย ”
ฉันกินข้าวไปเรื่อยๆจนเสร็จ โดยมีครามที่นั่งเล่นมือถือแล้วมองมาที่ฉันเป็นระยะๆ ถ้าถามว่าครามนั่งตรงไหน ก็เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามฉันนี้แหละ
แกร่ง
ฉันรวบช้อนส้อมหลังกินเสร็จบนจาน ก่อนจะเตรียมตัวลุกเพื่อนำจานไปล้าง
“ อิ่มแล้ว? ”
หงึก หงึก
“ ไป ”
“ ไปไหน เดี๋ยวล้างจานก่อน ”
“ ไปนั่งรอที่โซฟา ”
“ แต่ ”
“ เลิกยื้อเวลาขนม ”
หงึก หงึก
ฟุบ
ฉันกลับมาทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาหรูตัวเดิม ไม่นานครามก็เดินมาทิ้งตัวลงที่ตรงข้างๆฉัน ทำไมถึงรู้สึกว่าแอร์ในเพนเฮาส์ของครามมันเย็นขนาดนี้นะ เวลาที่ฉันกลัวกำลังจะมาถึงแล้วสินะ ใช่ ฉันทำเหมือนฉันไม่เป็นไร แต่จริงๆแล้วฉันกังวนมาก กลัวว่าสิ่งที่ฉันจะพูดออกไปนั้นครามจะคิดเห็นอย่างไร และครามจะหายโกรธไหม
“ ว่ามาสิ ”
กึก ฉันทำได้แต่นั่งตัวเกร็งบีบมือเข้าหากันแน่น ฉันไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนก่อนดี
“ ขนม ”
“ เห้อ มันกระทันหันมากเลย เลยไม่ได้บอกอะไรก่อน ตอนนั้นมันยุ่งๆกับการเตรียมอะไรหลายๆอย่าง เลยไม่ทันได้ติดต่อไป เรื่องมหาลัย เรื่องที่พัก ซื้อของนั่นนี่เข้าคอนโดอีก ครามก็รู้นี่นาว่าเราต้องทำทั้งหมดนั่นคนเดียว อีกอย่างเราไม่มีเบอร์กันด้วย พอย้ายมาอยู่คอนโดก็เลยไม่รู้จะติดต่อไปทางไหน ”
“ แล้วไม่คิดจะกลับบ้านบ้างหรอ รู้ว่าไม่ชอบที่นั่นแต่กลับไปรอฉันบ้างก็ได้ไหม ”
ครามโกรธจริงๆด้วย ทำเสียงครามคือหัวน่าจะกพลังร้อนได้ที่เลย
“ … ”
“ ขนม ”
“ … ”
“ คือจะไม่พูด? ”
เห้อ
“ พวกเขาให้เงินเรามาก้อนนึง ”
“ … ”
“ ตอนวันเกิดอายุครบสิบแปดปี พวกเขาบอกว่าบรรลุนิติภาวะแล้ว
“ … ”
“ เขาบอกว่าเป็นเงินค่าเลี้ยงดูที่ผู้ชายคนนั้นให้เป็นค่าเลี้ยงดูเรา จำนวนก็หลายสิบล้านเลยนะ แถมเขายังเอาเงินส่วนตัวของเขาเพิ่มมาให้เราด้วยอีกก้อนนึง เงินก้อนนั้นถ้าใช้ชีวิตคนเดียวต่อให้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยยังไง เราก็ยังใช้ชีวิตได้สบายๆไปทั้งชาติเลย ”
“ … ”
“ เงินก้อนนั้นเป็นของขวัญที่เขาเตรียมให้เราออกมาใช้ชีวิตของตัวเอง เขาบอกว่าให้ฉันออกไปสร้างครอบครัวที่เป็นของฉันเอง ”
“ วันนั้นกว่าเราจะเก็บของที่จำเป็นลงกระเป๋าเสร็จ กว่าจะออกมาจากบ้านก็เกือบตีสองแล้ว นอนโรงแรมตั้งเกือบอาทิตย์แนะกว่าจะเจอคอนโดที่ถูกใจ ^^ ”
พรึบ
มือเล็กสองข้างของฉันที่กุมกันไว้แน่นจนมันขึ้นเป็นรอยเล็บที่จิกลงไปบนผิวบางบัดนี้ได้ถูกคลายออกแล้วแทรกด้วยผ่ามือหนาที่อบอุ่น มือนี้ที่คอยยื่นออกมาจับมือของฉันไว้เสมอ ร่างกายอันเย็นเฉียบของฉันถูกเพิ่มความอบอุ่นจากอกแกร่งที่สมัยก่อนฉันมักจะแอบมองเพียงด้านหลัง
“ เก่งมาก ”
แหมะ แหมะ แหมะ
“ ฮึก ”
ลูบๆ
น้ำตาที่ฉันอดกลั้นมันไว้ได้หลายปีบัดนี้ได้เล่อล้นทะลักออกมาเหมือนเขือนที่ไร้สิ่งกีดขวาง ครั้งสุดท้ายที่ฉันร้องไห้ออกมาน่าจะเป็นตอนอายุสิบแปดปีวันที่ฉันออกจากบ้านนั้นนั่นแหละ ชีวิตมันชุลมุนจนลืมเรื่องให้เสียใจ ฉันว่าฉันเป็นคนอดทนเก่งแต่ตอนนี้แค่ครามพูดคำๆเดียวฉันก็ร้องไห้ออกมาเหมือนว่ามันได้รับการปลดปล่อยเลยนะ
“ ฮือ ฮึก ฮือ ”
วูบ
เมื่อครามเห็นว่าฉันร้องไห้หนักขึ้นเปลี่ยนจากที่ฉันโดนครามดึงไปกอด ตอนนี้กลายเป็นครามอุ้มฉันขึ้นไปนั่งบนตักแล้วกอดฉันไว้แนบอกแทน แต่ตอนนี้ฉันไม่มีสติมากพอที่จะผลักไสหรือปฏิเสธอ้อมกอดนี้หรอกนะ กลับกันแล้วมันเหมือนจะเป็นอ้อมกอดที่ฉันโหยหามานานแสนนานแล้วต่างหาก ฉันโอบกอดคอครามไว้แน่นพอๆกับมือที่กุมมือครามเอาไว้
“ ไม่เป็นไรๆ ”
“ ฮึก ฮึก ”
“ ร้องออกมาให้หมด ไม่ต้องทนแล้ว ”
“ ฮึก ฮือ ”
“ ครามอยู่ตรงนี้ ”
อ่า ครามปลอบใจแบบนี้ฉันก็อดทนต่อไม่ไหวสิ ฉันดีใจเหลือเกินที่ครามดูเหมือนจะไม่โกรธฉันและยังเข้าใจฉันอีกด้วย บอกแล้วไงว่าครามน่ะใจดีกับฉันมากๆเลย
“ ฮึก ”
ลูบๆ
ฉันไม่รู้ว่านี่มันนานเท่าไหร่แล้วที่ฉันนั่งอยู่บนตักของครามแล้วกอดครามร้องไห้ไปด้วยอย่างนี้ เหมือนช่วยเวลาที่ยากรำบากทางจิตใจ ที่แสนจะยาวนานนี้กำลังจะสิ้นสุดลง เมื่อฉันร้องไห้จนพอใจแล้วก็เหมือนร่างกายที่เหนื่อยล้ามานานต้องการที่จะพักผ่อน มือหนักๆที่ลูบหัวฉันเบาๆเป็นการกล่อมชั้นดี รู้สึกว่าเปลือกตาเริ่มหนักมากขึ้นทุกทีๆ และหลังจากนั้นนับเลขหนึ่งไม่ถึงสิบภาพทุกอย่างตรงหน้าก็มืดสนิทลง
K Talk
เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นเงียบหายไปแทนที่ด้วยเสียงลมหายใจสม่ำเสมอแทน ผมอุ้มขนมเดินเข้าไปในห้องนอนของผมก่อนจะวางเธอลงบนเตียงอย่างเบามือ จัดท่าทางให้เธอนอนสบายขึ้น ก่อนที่ความคิดไม่ดีจะวิ่งเข้ามาในหัวผมเลยต้องรีบดึงผ้าห่มมาห่มคนตัวเล็กที่อย่างอื่นไม่เล็กตามเลย
เธอไว้ใจฉันเกินไปนะ
ผมลุกไปเอาผ้าขนหนูกับน้ำอุ่นมาเพื่อจะเช็ดหน้าเช็ดตาให้คนตัวเล็กที่นอนหลับตาพริ่มไม่รู้เนื้อรู้ตัว ขนมก็แบบนี้แหละ เวลาที่เธอสบายใจกับที่ไหนเธอมักจะหลับสนิทจนไม่รู้สึกตัวเลยว่าผมกำลังเช็ดตัวให้เธออยู่ เช็ดตัวไปมันก็ทำให้อดคิดไม่ได้ ทำไมผู้หญิงตัวเล็กๆคนนึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วยวะ