บรรยากาศบนรถมีเพียงความเงียบ กับเสียงถอนหายใจที่ฝั่งเจ้าสาวค่อยๆผ่อนออกมา และไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเธออึดอัดแค่ไหน
“นี่คุณ…รังเกียจผมมากขนาดนั้นเลยเหรอ”
เจไดพูดขึ้นทำลายความเงียบ
“คุณก็รู้ดีอยู่แล้วนี่ ยังจะถามทำไม”
คำตอบของเธอมันจี้ลึกเข้าไปในความรู้สึกของเขา
ไม่เคยมีใครพูดหรือแสดงออกว่ารังเกียจเขาแบบนี้มาก่อน
สำหรับเจได เขาต่างหากที่ควรเป็นคนเลือก
ปลายลิ้นดันกระพุ้งแก้มเบาๆ คล้ายกำลังกลั้นคำพูดบางอย่างเอาไว้
เขาไม่รู้จะตอบอะไรกลับไปดี ปากเธอจัดจ้านใช่เล่น แต่ก็น่าสนใจดี
‘อย่าเพิ่งยอมแพ้ไปก่อนล่ะแม่ตัวดี รังเกียจนักใช่ไหม’
เขาคิดในใจ ก่อนจะขับรถพาเจ้าสาวมุ่งหน้ากลับเพนท์เฮาส์เงียบๆ
ตลอดทาง เธอก็ยังคงเบือนหน้าหนี ไม่คิดจะหันมามองเขาเลยแม้แต่นิดเดียว
เวลาต่อมา
เพนท์เฮาส์สุดหรูชั้น65ชั้นบนสุดของอาคาร
ทั้งชั้นถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ส่วนตัวครบครัน ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำ เคาน์เตอร์บาร์ ห้องฟิตเนส และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ทุกอย่างถูกรวมไว้ในพื้นที่เดียว
เบลล่ายืนมองสำรวจอยู่ครู่หนึ่ง
โทนการตกแต่งเป็นสีเทาเข้ม ให้ความรู้สึกอึมครึมน่าขนลุก
“จะยืนตรงนั้นอีกนานมั้ย มาดูห้องนอนสิ”
เสียงของเจไดดังขึ้น ดึงเธอให้หันไปมอง
ประตูห้องนอนถูกเปิดออกแล้ว
ขาเรียวก้าวเข้าไปช้าๆ และทันทีที่เข้าไปถึง
ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ภายในห้องถูกแต่งแต้มด้วยโทนสีแดงทั้งหมด
กลิ่นหอมอบอวลลอยมาตีจมูกทันที จนทำให้เธอขนลุกโดยไม่รู้ตัว
เบลล่าหยุดนิ่งไปเล็กน้อย สายตากวาดมองไปรอบห้อง ห้องหอถูกจัดเตรียมไว้อย่างพิถีพิถัน
บนผ้าปูสีแดง มีกลีบกุหลาบนับไม่ถ้วนถูกโปรยเรียงเป็นรูปหัวใจอย่างสวยงาม
แสงไฟถูกปรับให้สลัวพอดี เพิ่มบรรยากาศโรแมนติกเกินจริง
“น่าขนลุกสุดๆ”
เธอพึมพำเบาๆ พลางมองไปยังโต๊ะเล็กข้างเตียง
มีชุดน้ำชาจัดวางไว้อย่างสวยงาม
ถ้วยชาคู่หนึ่ง พร้อมกาน้ำชาที่มีไอน้ำลอยจางๆ เหมือนเพิ่งเตรียมไว้ไม่นาน
เบลล่ามองภาพนั้นเงียบๆ
ก่อนจะหลุดหัวเราะในลำคออย่างไม่รู้จะรู้สึกยังไงดี
“ดื่มน้ำชาก่อนร่วมหอเหรอ ตลกชะมัด”
เธอพึมพำ
เจไดเดินเข้ามาหยุดข้างๆ มองภาพเดียวกัน
สีหน้าของเขาไม่ได้แปลกใจนัก
เพราะทุกอย่างเป็นฝีมือมารดาของเขาเอง
เขาอนุญาตให้จัดแค่ในห้องนอนเท่านั้น ไม่อย่างนั้นคงแดงไปทั้งชั้น
ทั้งที่เดิมที ห้องนี้เป็นโทนสีเทาเรียบง่ายตามสไตน์เขาเอง
แต่ก็ไม่คิดว่าจะถูกเปลี่ยนจนเว่อร์ขนาดนี้
“ผู้ใหญ่ก็แบบนี้แหละคุณไม่ต้องใส่ใจหรอก”
เขาพูดเรียบๆ ก่อนจะปรายตาไปที่ชุดน้ำชาอีกครั้ง
“ไม่ดื่มหน่อยเหรอ”
น้ำเสียงเหมือนลองเชิง มากกว่าชวนจริงจัง
เบลล่าหันไปมองเขา
“คุณใส่ใจเรื่องพวกนี้ด้วยเหรอ”
คำถามตรงๆ ทำให้เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยักไหล่
“เปล่า ผมก็แค่ถาม ผมก็ไม่คิดจะมานั่งเกี้ยวแขนดื่มชากับคุณอยู่แล้ว”
“นั่นน่ะสิ เพราะไม่ว่ายังไง การแต่งงานครั้งนี้ มันก็ไม่ได้ทำให้เราสองคนมีความสุขกันอยู่แล้ว”
เธอพูดชัดเจน เหมือนตั้งใจบอกเขาว่าอย่าล้ำเข้ามา
แต่สำหรับเจได คำว่าล้ำหรือไม่ล้ำ มันไม่เคยอยู่ในกรอบของเขาอยู่แล้ว
“งั้นคุณก็อาบน้ำเถอะ ผมจะไปดื่มต่อ”
เบลล่ามองหน้าเขาอย่างชั่งใจ
ความกังวลที่เคยมีค่อยๆคลายลงเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้เธอระแวงมาตลอด กลัวว่าทุกอย่างจะเหมือนในละคร
แค่เปิดประตูห้องหอ แล้วทุกอย่างจะเลยเถิดไป แต่นี่เขากลับไม่แม้แต่จะแตะต้องตัวเธอเลย
“เอ่อ…เดี๋ยวสิ”
เธอเป็นฝ่ายเรียกเขาไว้
เจไดหยุดเดินทันที ก่อนจะหันกลับมาเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม
“ชุดมันต้องรูดซิปด้านหลัง มือฉันเอื้อมไม่ถึง คุณช่วยฉันหน่อย”
เขายังไม่ทันตอบ แต่เธอก็หันหลังให้เขาแล้ว
เจไดยืนนิ่งอยู่ด้านหลังเธอครู่หนึ่ง
สายตาหยุดอยู่ที่ซิปยาวกลางแผ่นหลัง
เส้นผมยาวของเธอตกลงมาปกปิดมันไว้เกือบหมด
เขายกมือขึ้นช้าๆ
ปลายนิ้วสอดเข้าไปใต้ปอยผมนุ่ม แล้วเกลี่ยมันไปไว้ข้างหนึ่งอย่างเบามือ เบลล่ารู้สึกได้ทันที ลมหายใจสะดุดไปเล็กน้อย
แค่ปลายนิ้วของเขาที่แตะโดนต้นคอผ่านเส้นผมบางๆ ก็ทำให้ผิวตรงนั้นวาบขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
เธอเผลอกลืนน้ำลายลงคอ ไหล่บางเกร็งขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
“อยู่เฉยๆ”
เสียงของเขาดังขึ้นใกล้มาก
ลมหายใจอุ่นๆเป่ารดต้นคอ
ยิ่งทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นไปอีก
เมื่อผมถูกเกลี่ยออกไปจนพ้น
ปลายนิ้วของเขาเลื่อนลงไปแตะหัวซิป
ก่อนจะรูดลงช้าๆ เสียงซิบที่รูดลงดังแกร๊ก…ขึ้นท่ามกลางความเงียบ เธอเองก็พยายามนิ่งไม่กล้าขยับ
“เสร็จแล้ว ”
เขาพูดแค่นั้นและปล่อยมือออก เบลล่าหายใจโล่งขึ้นมาทันที เสียงฝีเท้าเขาเดินออกจากห้องไปแล้ว พร้อมเสียงประตูที่ปิดลง
“หรือเราระแวงเขามากเกินไป เขาก็พูดอยู่ว่าไม่พิศวาสเรา คงไม่น่ามีอะไรหรอกมั้ง ผู้หญิงในสต็อกเขาน่าจะเยอะอยู่ ไปซื้อกินเอาเถอะ”
พอคิดว่าเขาไม่อะไรกับตัวเอง เธอก็รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก พอถอดชุดเสร็จก็ต้องถอดกิ๊บบนผมอีกไม่รู้กี่อัน ใช้เวลานานพอสมควร ปกติในวันเข้าหอแบบนี้ บ่าวสาวควรจะถอดกิ๊บถอดชุดช่วยกัน เป็นโมเมนต์น่ารักของการเริ่มต้นในการใช้ชีวิตคู่ แต่มันไม่ใส่สำหรับคู่ของเธอ