ตอนที่ 4 เด็กฝึกงาน
เช้าวันต่อมา
บรรยากาศภายในห้องทำงานใหญ่ของไร่ภักดีบดินทร์ดูเหมือนจะสดใสขึ้นกว่าทุกวัน อย่างน้อยก็ในความรู้สึกของ เก่งกาจ
เลขาฯ หนุ่มที่ปกติมักจะต้องนั่งหน้าดำคร่ำเครียดรับมือกับพายุอารมณ์ของเจ้านาย แต่วันนี้เขากลับมีเวลาจิบกาแฟอย่างสบายใจ เพราะมีตัวช่วยระดับท็อปมาแบ่งเบาภาระ
“เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะพี่เก่ง เอกสารย้อนหลัง 3 ปี พราวแยกหมวดหมู่ตามวันที่และประเภทคู่สัญญาให้แล้วนะคะ แฟ้มสีน้ำเงินคือสัญญาซื้อขาย สีแดงคือเอกสารทางกฎหมาย ส่วนสีเขียวคือบัญชีงบดุลค่ะ”
เสียงหวานใสเจือความมั่นใจดังขึ้น พร้อมกับร่างระหงที่วางกองแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะอย่างเบามือ
เก่งกาจตาโต อ้าปากค้างเมื่อเห็นตั้งเอกสารที่ถูกจัดระเบียบอย่างเนี้ยบกริบ
“โห... พราว! นี่พี่ทำมาเป็นอาทิตย์ยังไม่เสร็จ น้องพราวใช้เวลาแค่ครึ่งเช้าเนี่ยนะ? สุดยอดไปเลยครับ!”
“เรื่องเล็กน้อยค่ะ พราวชอบจัดระเบียบอยู่แล้ว” พราวยิ้มตอบอย่างถ่อมตน แต่แววตาเป็นประกายวาววับ
ในชาติที่แล้ว ช่วงเวลาที่เธอคบกับไทม์ เธอไม่ได้แค่นั่งสวย ๆ ไปวัน ๆ แต่ไทม์มักจะโยนงานเอกสารของไร่ที่เขาขี้เกียจทำมาให้เธอช่วยทำเสมอ
ทำให้เธอคุ้นเคยกับระบบงานของที่นี่เป็นอย่างดี แถมยังรู้ลึกไปถึงจุดอ่อนและช่องโหว่ของการบริหารงานในยุคนี้ด้วย
ตึก ตึก...
เสียงรองเท้าหนังราคาแพงกระทบพื้นดังมาจากทางเดินหน้าห้อง รอยยิ้มของพราวขยายกว้างขึ้น เธอกระซิบกับเก่งกาจเบา ๆ
“คุณสิงห์มาแล้วค่ะ”
ประตูห้องทำงานถูกผลักเปิดออก ร่างสูงใหญ่ของสิงหราช ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
คิ้วหนาขมวดมุ่นเป็นปมบ่งบอกถึงความหงุดหงิดที่คุกรุ่นอยู่ในใจ มือหนาถือแท็บเล็ตเครื่องบางไว้แน่นราวกับอยากจะบีบมันให้แตกคามือ
“เก่งกาจ! สัญญาเจรจากับกลุ่มทุนจีนไปถึงไหนแล้ว ทำไมฝ่ายกฎหมายถึงยังไม่ส่งดราฟต์สุดท้ายมาให้ผมดูอีก พรุ่งนี้ต้องบินไปเซ็นแล้วนะ!”
เสียงทุ้มตวาดก้องห้อง ทำให้เก่งกาจสะดุ้งโหยง รีบลนลานค้นหาเอกสาร
“เอ่อ... ทางฝ่ายกฎหมายแจ้งว่ากำลังตรวจทานเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ครับนาย เห็นว่ามีความเสี่ยงเรื่องค่าเงินหยวนผันผวน...”
“ข้ออ้าง!” สิงห์กระแทกแท็บเล็ตลงบนโต๊ะทำงานเสียงดังปัง “ผมบอกไปแล้วว่าให้ฟิกซ์เรตไปเลย จะผันผวนยังไงผมรับผิดชอบเอง ทำงานชักช้าไม่ทันกินแบบนี้ ลูกค้าหนีหมดพอดี”
บรรยากาศเย็นยะเยือกขึ้นทันตาเห็น สิงหราชเดินวนไปมาเหมือนเสือติดจั่น เขาเกลียดความไม่เป็นมืออาชีพและความล่าช้าที่สุด
พราวยืนสงบนิ่งอยู่ที่มุมห้อง มองดูหนุ่มใหญ่อารมณ์ร้ายด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ เธอจำเหตุการณ์นี้ได้แม่นยำ การเจรจากับกลุ่มทุน ‘หวังกรุ๊ป’ จากจีน
ในอดีต สิงหราชเซ็นสัญญานี้ด้วยความเร่งรีบเพราะกลัวเสียโอกาส
แต่หารู้ไม่ว่าในอีก 3 เดือนข้างหน้า รัฐบาลจีนจะออกกฎหมายใหม่เกี่ยวกับการนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เข้มงวดเรื่องสารตกค้าง
ทำให้ไวน์ล็อตใหญ่ของไร่ภักดีบดินทร์ถูกตีกลับ ขาดทุนย่อยยับเกือบสิบล้าน
เธอจะไม่ยอมให้ว่าที่สามี (ในอนาคต) ต้องขาดทุนฟรี ๆ แน่นอน
“ขออนุญาตค่ะ คุณสิงห์”
เสียงหวานที่แทรกขึ้นมาท่ามกลางความตึงเครียดทำให้สิงหราชชะงัก หันขวับมามองทางต้นเสียง สายตาคมดุจใบมีดโกนจ้องเขม็ง
“มีอะไร ไม่เห็นเหรอว่าผมกำลังยุ่ง” คนหัวเสียถามเสียงห้วน
แต่พราวไม่สะทกสะท้าน ก้าวเดินเข้าไปหาสิงหราชด้วยท่วงท่ามั่นใจแต่ยังคงความอ่อนน้อม
“พราวเห็นเอกสารสัญญาฉบับร่างวางอยู่บนโต๊ะพี่เก่งเมื่อเช้า ถ้าคุณสิงห์ไม่ว่าอะไร พราวขอเสนอความคิดเห็นหน่อยได้ไหมคะ”
“คุณเนี่ยนะ?”
สิงหราชเลิกคิ้วสูง มองเด็กฝึกงานตรงหน้าด้วยสายตาประเมินแกมดูแคลนเล็กน้อย
“คุณจบการตลาด? รู้เรื่องกฎหมายการค้าระหว่างประเทศด้วยหรือไง”
“พราวเรียนไมเนอร์ธุรกิจระหว่างประเทศมาค่ะ แล้วก็พอจะอ่านภาษาจีนได้บ้าง”
พราวโกหกหน้าตาย เรื่องภาษาจีนเธอพอได้ แต่เรื่องธุรกิจนั้นเธอรู้มาจากประสบการณ์เลือดตาแทบกระเด็นในชาติก่อนต่างหาก
เธอยื่นมือไปหยิบแฟ้มเอกสารสัญญาฉบับร่างที่วางอยู่มุมโต๊ะของเก่งกาจขึ้นมา แล้วเปิดไปยังหน้าเกือบสุดท้าย นิ้วเรียวสวยชี้ไปที่ข้อย่อยข้อหนึ่ง
“ตรงนี้ค่ะ ข้อ 14.3 เรื่องมาตรฐานบรรจุภัณฑ์และการตรวจสอบสารปนเปื้อน”
พราวขยับเข้าไปใกล้เจ้าของร่างสูง จนเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมอ่อน ๆ อีกครั้ง
“ในสัญญาระบุว่าเราต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน GB ของจีนฉบับปัจจุบัน แต่พราวได้ข่าววงในมาว่า ทางการจีนกำลังจะประกาศใช้มาตรฐานใหม่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งเข้มงวดกว่าเดิมมาก โดยเฉพาะค่าซัลไฟต์ในไวน์แดง”
สิงหราชนิ่งฟัง สีหน้าเริ่มเปลี่ยนจากรำคาญเป็นสนใจ เขาหยิบแว่นสายตาขึ้นมาสวมแล้วก้มลงมองจุดที่พราวชี้
“ถ้าเราเซ็นสัญญาฉบับนี้โดยไม่อ้างอิงมาตรฐานใหม่”
พราวอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงฉะฉาน เป็นงานเป็นการ
“ไวน์ล็อตแรกที่เราส่งไปเดือนหน้า อาจจะผ่านด่านศุลกากร แต่ล็อตถัดไปในช่วงปลายปีอาจจะโดนตีกลับทั้งตู้คอนเทนเนอร์เพราะค่าซัลไฟต์เกินมาตรฐานใหม่ เสียทั้งเงิน เสียทั้งชื่อเสียงนะคะ”
สิงหราชเงยหน้าขึ้นมองพราวช้า ๆ สายตาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่สายตาที่มองเด็กฝึกงานแต่งตัวสวยไปวัน ๆ อีกแล้ว แต่เป็นสายตาที่มองคนทำงานที่มีความคิด
“คุณรู้เรื่องมาตรฐานใหม่นี่ได้ยังไง? ขนาดฝ่ายกฎหมายผมยังไม่แจ้งเลย” เขาถามเสียงเข้มอยย่างจับพิรุธ
“พราว... เอ่อ พราวชอบอ่านข่าวเศรษฐกิจจีนในเว็บน่ะค่ะ พอดีเพื่อนคนจีนแชร์มาให้อ่าน”
พราวแถสีข้างถลอก แต่ยังคงรักษาสีหน้ายิ้มแย้มไว้
“พราวคิดว่าคุณสิงห์น่าจะลองให้ฝ่ายผลิตเช็กค่าซัลไฟต์ของเราเทียบกับมาตรฐานใหม่ดู แล้วแก้สัญญาให้ยืดหยุ่นกว่านี้ กันไว้ดีกว่าแก้นะคะ”
สิงหราชนิ่งคิดตาม สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เด็กคนนี้พูดมีเหตุผลและน้ำหนักมาก ถ้ามันเป็นจริง เธอเพิ่งช่วยเซฟเงินเขาไปหลายล้าน
“เก่งกาจ” เจ้าของไร่องุ่นหันไปสั่งงานทันที น้ำเสียงเด็ดขาดแต่ไม่เกรี้ยวกราดเหมือนก่อนหน้า “โทรหาหัวหน้าฝ่ายผลิต แล้วเช็กข่าวเรื่องกฎหมายใหม่ของจีนเดี๋ยวนี้ ถ้าจริงอย่างที่พราวพูด สั่งชะลอการเซ็นสัญญา แล้วเรียกประชุมด่วน!”
“ครับนาย” เก่งกาจรับคำสั่งแล้วรีบต่อสายโทรศัพท์มือไม้สั่น
จากนั้นสิงหราชก็หันกลับมามองพราวอีกครั้ง
“ไม่เลว” พึมพำออกมา มุมปากหยักยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง ๆ ที่หาดูได้ยาก “ดูเหมือนคุณจะไม่ได้มีดีแค่แต่งตัวสวยจริง ๆ สินะ”
คำชมที่ออกมาจากปากคนปากหนักทำเอาหัวใจของพราวพองโต แต่เธอยังคงคีพลุคไว้ ไม่แสดงถึงความยินดีออกมา
“ขอบคุณค่ะ” พราวยิ้มรับ “พราวบอกแล้วไงคะ ว่าพราวตั้งใจมาทำงานจริง ๆ”
“อืม... เข้าใจแล้ว” หนุ่มใหญ่พยักหน้าเบา ๆ สายตาเลื่อนไปมองกองเอกสารที่พราวจัดไว้บนโต๊ะเก่งกาจ “แล้วนั่น... ฝีมือคุณด้วยเหรอ?”
“ใช่ค่ะ พราวเห็นมันรก ก็เลยถือวิสาสะจัดหมวดหมู่ให้ คุณสิงห์จะหาเอกสารอะไรก็ง่ายขึ้นค่ะ อย่างเช่น...” ช่วงขาเรียวเดินไปหยิบแฟ้มสีน้ำเงินเล่มหนึ่งออกมา “ถ้าอยากดูงบโฆษณาไตรมาสที่แล้ว ก็เล่มนี้ค่ะ หน้า 45 พราวคั่นหน้าไว้ให้แล้ว”
สิงหราชรับแฟ้มไปเปิดดู ความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเธอ ทำให้คนเจ้าระเบียบอย่างเขาปฏิเสธไม่ลงว่าเขาพอใจมาก
“ดี... ดีมาก” เอ่ยชมเสียงนุ่มขึ้น แววตาที่มองเธอดูอ่อนลงหลายส่วน “งั้นต่อไปนี้หน้าที่จัดการเอกสารเข้าออกห้องผม ผมยกให้คุณดูแล เก่งกาจจะได้มีเวลาไปดูหน้างานช่วยผม”
“ยินดีค่ะ พราวจะดูแลทุกอย่างให้ดีที่สุด”
พราวเน้นคำว่า ‘ดูแล’ ด้วยน้ำเสียงที่สื่อความหมายสองแง่สองง่าม พร้อมกับส่งสายตาหวานเชื่อมไปให้
สิงหราชชะงักไปนิดหนึ่งเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่นั้น ความรู้สึกร้อนวูบวาบแบบเมื่อวานตีตื้นขึ้นมาอีกครั้ง เขาแสร้งกระแอมไอแก้เก้อ
“อะแฮ่ม! แล้วก็... กาแฟ” สิงห์สั่งโดยไม่มองหน้า “ไปชงกาแฟมาให้ผมแก้วนึง ขอเข้ม ๆ ไม่หวาน ชงเป็นไหม?”
“เป็นสิคะ” พราวยิ้มกริ่ม “รับรองว่าถูกปากคุณสิงห์แน่นอนค่ะ”
หญิงสาวหมุนตัวเดินไปยังมุมแพนทรีเล็ก ๆ ทรวดทรงองค์เอวที่เคลื่อนไหวอย่างมีจริตจะก้านอยู่ในสายตาของหนุ่มใหญ่ตลอดเวลา
เขามองแผ่นหลังบางนั้นพลางครุ่นคิด เด็กคนนี้อันตราย เก่ง ฉลาด ทันคน แถมยังสวยจนน่ากลัว การมีเธอมาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ ๆ แบบนี้ มันเหมือนเขากำลังเลี้ยงลูกแมวป่าเอาไว้ในห้อง
แต่ลึก ๆ ในใจ เขากลับรู้สึกตื่นเต้นอย่างประหลาด
ไม่นานนักลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟสดก็ลอยมาเตะจมูก
พราวกลับมาพร้อมถ้วยกาแฟกระเบื้องเคลือบเนื้อดีมาวางลงบนโต๊ะข้างมือเขา
“อเมริกาโน่ร้อน ไม่ใส่น้ำตาลค่ะ”
สิงหราชยกแก้วขึ้นจิบ รสชาติเข้มข้น หอม กลมกล่อม อุณหภูมิกำลังพอดีไม่ลวกปาก เป็นรสชาติที่ใช่อย่างเหลือเชื่อ ราวกับเธอรู้ใจเขามานานปี
“เป็นไงคะ พอทานได้ไหม?”
พราวถามพลางเท้าแขนลงกับขอบโต๊ะ โน้มตัวลงมาหาเขาเล็กน้อยในระยะประชิด หน้าอกอวบอิ่มอยู่ห่างจากสายตาเขาเพียงคืบ
หนุ่มใหญ่สำลักความขมของกาแฟเล็กน้อย แต่เก็บอาการไว้ เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ พยายามปั้นหน้านิ่ง
“ก็... ใช้ได้” เขาตอบเสียงเรียบ “ไปทำงานต่อได้แล้ว อย่ามัวแต่มายืนอู้งาน”
“รับทราบค่ะ แด๊ดดี้”
พราวหลุดคำว่า ‘แด๊ดดี้’ ออกมาเบา ๆ ราวกับเสียงกระซิบ ก่อนจะรีบทำท่าปิดปากเหมือนพูดผิด
“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ พราวหมายถึง... คุณสิงห์”
เธอส่งยิ้มซุกซนให้เขาหนึ่งที แล้วเดินนวดนาดกลับไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง ทิ้งให้สิงหราชนั่งนิ่งค้างอยู่กับที่ หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุอกเสื้อ
‘แด๊ดดี้งั้นเหรอ ยัยเด็กนี่เป็นคนยังไงกันเนี้ย ร้ายจริง ๆ”
ชายหนุ่มใหญ่ยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองเพื่อไล่ความร้อนผ่าว คำเรียกขานที่แสนจะยั่วยวนนั้นดังก้องอยู่ในหัว
“ยัยเด็กแสบ” สิงหราชพึมพำลอดไรฟัน มุมปากยกยิ้มขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ “เดี๋ยวเถอะ... เล่นกับไฟระวังจะโดนเผาไม่รู้ตัว”
แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ คนที่กำลังถูกไฟลนก้นจนนั่งไม่ติด น่าจะเป็นตัวเขาเองเสียมากกว่า