รถเอาพาตสีดำเงาวับเพิ่งแล่นออกจากรั้วบ้านไม้สักทองโบราณของตระกูลวัชราภิรมย์ไปไม่ถึงสิบนาที ฝุ่นผงที่ลอยตามล้อรถยังไม่ทันจับตัว ทิ้งไว้เพียงร่องรอยล้อลึกบนทางกรวดขาวที่เรียงรายด้วยต้นมะลิเก่าแก่ คุณหญิงวรรณาแห่งวิรงคพิทักษ์และหลานชายคนเล็ก ธีรัช นั่งในรถคันนั้นด้วยรอยยิ้มที่สุภาพแต่หนักแน่น ส่วนในห้องรับรองชั้นล่างของบ้านหลังใหญ่ บรรยากาศกลับหนาวเย็นราวกับลมภูเขาหน้าหนาวที่พัดเข้ามาโดยไม่มีใครเปิดประตู
ของขวัญ อัญชิสา วัชราภิรมย์ นั่งตัวตรงบนโซฟาหนังสีครีมตัวเก่า ตัวเธอเล็กบางในเดรสผ้าฝ้ายสีขาวเรียบง่าย ผมยาวมัดหางม้าต่ำ ไม่มีเครื่องประดับใด ๆ นอกจากกำไลหยกมรกตเส้นบางที่คุณแม่สารณีเคยให้ไว้ก่อนจากไป รอบตัวเธอคือคนในครอบครัวฝั่งพ่อที่เธอแทบไม่เคยเรียกว่า “ครอบครัว” ได้เต็มปาก คุณหญิงอนงค์ คุณย่าของเธอ นั่งอยู่บนเก้าอี้หวายแกะสลักตัวโปรด มือถือถ้วยชาใบโปรด ดวงตาคมกริบมองหลานสาวคนเล็กด้วยสายตาที่เย็นชาและเหยียดหยาม คุณนายอรวี หรือ “คุณแม่ใหญ่” ตามที่ของขวัญถูกสอนให้เรียก นั่งข้าง ๆ ในชุดผ้าไหมสีม่วงเข้ม ริมฝีปากทาประกายมุกยิ้มบาง ๆ แต่แฝงด้วยความประชด
พี่ชายต่างแม่ อชิระ นั่งพิงโซฟาอีกตัว มือถือโทรศัพท์ที่ยังคงสว่างด้วยข้อความงาน ส่วนพี่สาวต่างแม่ อัญธิดา นักแสดงชื่อดัง นั่งไขว่ห้างในชุดเดรสแบรนด์เนม มือถือแก้วน้ำมะนาวโซดา ดวงตากรุ้มกริ่มมองน้องสาวต่างแม่ด้วยความสนุกสนานที่ซ่อนความอาฆาตไว้ลึก ๆ
ภาพนี้หาดูได้ยากยิ่ง ของขวัญแทบไม่ค่อยได้ก้าวเข้าบ้านหลังนี้ตั้งแต่พ่อเสียไปตอนเธออายุห้าขวบ บ้านไม้สักหลังเล็กที่พ่อทิ้งไว้ให้เธอกับแม่คือที่พักใจเพียงแห่งเดียว แต่ครั้งนี้เธอต้องมา เพราะคุณหญิงวรรณากำชับให้มา เพื่อรับฟังคำขอหมั้นหมายจากธีรัช เพื่อนสนิทวัยเด็กที่เธอรู้ดีว่าแอบรักเธอมานาน แต่ไม่เคยคิดว่าเขาจะกล้าทำถึงขนาดนี้ ให้คุณย่าของเขามาหมั้นหมายเธอไว้กับผู้ใหญ่คนเดียวที่เธอเหลืออยู่บนโลกนี้ คุณย่าอนงค์ ที่แม้จะเป็นญาติสายเลือด แต่ก็ไม่เคยยอมรับเธออย่างแท้จริง
“คุณยายของเธอส่งเธอคบค้าสมาคมกับตระกูลนั้นตั้งแต่จำความได้ แต่ไหนเธอถึงได้มาแค่นี้ล่ะ ฉันก็นึกว่าเธอจะได้เป็นหนึ่งในสี่สะใภ้เสาหลักของตระกูลเขา แล้วอะไรคือมาทาบทามเธอให้หลานชายคนเล็กของบ้านรองได้ล่ะ เธอนี่ไม่เคยทำให้ผิดหวังเลยจริง ๆ อัญชิสา” คุณหญิงอนงค์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่แฝงด้วยความเหยียดหยามชัดเจน ชาในถ้วยถูกจิบช้า ๆ ราวกับกำลังลิ้มรสความขมขื่นที่เธอเทลงบนหลานสาวคนเล็ก คุณหญิงไม่เคยเรียกชื่อเล่นของเธอ ไม่เคยรู้สึกพิเศษกับชื่อ “ของขวัญ” ที่แม่ตั้งให้ ชื่อ “อัญชิสา” และนามสกุล “วัชราภิรมย์” คือสิ่งเดียวที่คุณหญิงยอมรับ และใช้เรียกเธอด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาเสมอมา
“นั่นสิคะคุณแม่ หานยังไงก็เป็นหานอยู่วันยังค่ำ จะชุบตัวอยู่ดงหงส์แค่ไหนก็ไม่สามารถมองเป็นหงส์ได้เลย” คุณนายอรวีพูดเสริม ริมฝีปากยิ้มแต่ดวงตาเย็นชา มือที่ถือพัดลายดอกไม้พัดเบา ๆ ราวกับกำลังปัดความฝันของลูกเลี้ยงคนนี้ให้ปลิวหายไปกับลม
ของขวัญก้มหน้า มือวางบนตักกำแน่นจนข้อนิ้วขาว เธอไม่ตอบ ไม่โต้ ไม่แม้แต่จะเงยหน้า เธอรู้ดีว่าคำพูดใด ๆ จะถูกตีความเป็นการ “ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง” เธอเติบโตมาในบ้านที่เงียบสงบกับแม่ที่สอนให้อดทน สอนให้ยิ้มรับแม้ใจจะแตกสลาย
“ผมหิวแล้ว เราไปทานข้าวกันเถอะครับ” อชิระพูดขึ้นตัดบทด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตรแต่หนักแน่น เขาวางโทรศัพท์ลง มองน้องสาวต่างแม่ด้วยสายตาที่อ่อนโยนเพียงคนเดียวในห้องนี้
“ขวัญอยู่ทานข้าวเย็นด้วยกันก่อนสิ” เขาเอ่ยเชิญด้วยรอยยิ้มที่จริงใจ
“นั่นสิขวัญ ฉันอยากทานอาหารฝีมือเธอจัง วันนี้อยู่ทำข้าวเย็นให้เราก่อนสิ” อัญธิดาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูหวานแต่แฝงด้วยความประชด ดวงตากรุ้มกริ่มมองน้องสาวราวกับกำลังดูการแสดง ของขวัญยิ้มบาง ๆ ก้มหน้าก้มตา เธอรู้ดีว่าตอบอะไรไม่ได้
“ยัยอัน พี่ไม่ได้หมายความแบบนั้น” อชิระหันไปทำเสียงดุใส่น้องสาวตัวเองทันที
“อชิ อย่าดุน้องสิ น้องก็พูดถูกแล้ว ขวัญเธอทำอาหารอร่อยนี่นา ก็ควรโชว์ฝีมือให้เราทานบ้าง เดี๋ยวพอเธอได้แต่งเข้าตระกูลนั้นไป จะไม่มีโอกาสแบบนี้แล้วนะ” คุณนายอรวีพูดเสริมด้วยน้ำเสียงที่แฝงด้วยความสะใจ
คุณหญิงอนงค์วางถ้วยชาลง ลุกขึ้นยืนช้า ๆ “งั้นวันนี้เธอก็เข้าครัวเตรียมอาหารเย็นให้เราหน่อยนะ อัญชิสา” พูดจบ คุณหญิงเดินออกจากห้องรับรองไปอย่างสง่างาม ตามด้วยคุณนายอรวีและอัญธิดา ทิ้งให้ของขวัญนั่งอยู่เพียงลำพังกับอชิระที่มองเธอด้วยสายตาที่เห็นใจแต่ช่วยอะไรไม่ได้
ของขวัญลุกขึ้นช้า ๆ มือยังกำแน่น เธอเดินเข้าครัวไม้สักที่เคยเป็นที่ของแม่ เตาแก๊สยังคงเป็นตัวเดียวกันที่แม่ใช้สอนเธออบเค้กครั้งแรกเมื่อสิบปีก่อน เธอเปิดตู้เย็น หยิบผัก หยิบเนื้อ หยิบเครื่องปรุง ทุกการเคลื่อนไหวเงียบกริบ แต่ในใจเธอเต็มไปด้วยเสียงร้องไห้ที่ไม่มีใครได้ยิน
เธอรู้ว่าเธอไม่ใช่หงส์ เธอไม่เคยเป็น และอาจจะไม่มีวันเป็น แต่เธอคือของขวัญ ของขวัญที่ถูกทิ้งไว้ในบ้านที่ไม่มีใครต้องการ และตอนนี้ เธอกำลังจะถูกมอบให้กับคนที่รักเธอจริง แต่ในราคาที่เธอไม่เคยอยากจ่าย
ดึกดื่นของวันเดียวกัน บ้านไม้สักหลังเล็กที่พ่อทิ้งไว้ให้ของขวัญตั้งอยู่อย่างเงียบสงบในซอยลึกของเชียงใหม่ ไฟหน้าบ้านส่องสว่างเพียงดวงเดียว ราวกับกำลังรอคอยใครบางคนที่รู้ทางกลับบ้านดีกว่าตัวเธอเอง ของขวัญก้าวออกจากรถหรูด้วยขาที่หนักอึ้งราวกับแบกน้ำหนักของคำพูดทุกคำที่ถูกเทลงบนศีรษะเธอในห้องรับรองเมื่อครู่ เธอรู้สึกเหมือนใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อจะหลุดพ้นจากบ้านหลังนั้น ทั้งที่ความจริงแล้วเธออยู่ที่นั่นไม่ถึงสี่ชั่วโมง
ประตูบ้านปิดลงเบา ๆ เธอถอดรองเท้าแตะสีขาวที่เปื้อนฝุ่นกรวดจากบ้านใหญ่ วางลงข้างประตูอย่างเคยชิน แล้วเดินตรงไปที่ครัวโดยไม่เปิดไฟใหญ่ ไฟสลัวจากโคมใต้ตู้ครัวส่องสว่างเพียงพอให้เธอเห็นเตาแก๊ส ไม้อัด และเครื่องผสมที่เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ เธอหยิบผ้ากันเปื้อนสีครีมที่แขวนอยู่ข้างผนัง สวมลงบนเดรสที่ยับย่นจากความอึดอัดในใจ
ของขวัญเปิดตู้เย็น หยิบไข่ เนย น้ำตาลทรายขาว และแป้งเค้กที่เธอเก็บไว้เป็นพิเศษ มือของเธอเคลื่อนไหวอย่างอัตโนมัติ ราวกับร่างกายรู้ดีว่าต้องทำอะไรเพื่อกลบความเสียใจ น้อยใจ และความแค้นที่กำลังเดือดพล่านในอก นี่คือพิธีกรรมที่เธอทำมาตั้งแต่เด็ก ทุกครั้งที่โลกภายนอกทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เธอจะคลุกตัวอยู่ในครัว อบเค้ก จนกลิ่นหอมหวานของเนยและวนิลาลอยคลุ้งไปทั่วบ้าน ราวกับกำลังสร้างเกราะป้องกันที่ไม่มีใครเจาะทะลุได้
แม่เคยบอกว่า “ถ้าใจหนูแตกสลาย ให้อบเค้กไว้ก่อน มันจะช่วยเยียวยาได้” และของขวัญก็เชื่ออย่างนั้นมาตลอด
เธอตวงแป้งลงในชามสเตนเลส ตีเนยกับน้ำตาลจนฟู ตอกไข่ลงไปทีละฟอง มือของเธอสั่นเล็กน้อยเมื่อนึกถึงคำพูดของคุณหญิงอนงค์ “เธอนี่ไม่เคยทำให้ผิดหวังเลยจริง ๆ อัญชิสา” คำว่า “ผิดหวัง” ที่ถูกใช้ในความหมายที่ตรงกันข้ามกับความรัก เธอรู้ดีว่าเธอไม่เคยเป็นที่พึงปรารถนาของใครในบ้านนั้น เธอเป็นเพียง “ของขวัญ” ที่ถูกทิ้งไว้ในกล่องที่ไม่มีใครอยากเปิด
ระหว่างที่เธอกำลังตีส่วนผสมอย่างแรงจนแขนเริ่มเมื่อย เสียงประตูบ้านดังขึ้นเบา ๆ ตามด้วยกุญแจที่ถูกไขเข้าไปอย่างชำนาญ ไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีเสียงเรียก มีเพียงกลิ่นน้ำหอมไม้สนที่ลอยเข้ามาก่อนตัวเขา คุณเปรมเดินเข้ามาในครัวด้วยเสื้อเชิ้ตสีเทาที่ปลดกระดุมสองเม็ด ผมยุ่งเล็กน้อยจากลมค่ำคืน เขามองเห็นเงาของเธอที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำเค้กใต้แสงสลัว แล้วยิ้มมุมปากอย่างรู้ใจ
เขาเดินเข้าไปกอดเธอจากด้านหลังโดยไม่พูดอะไร แขนแข็งแรงโอบรอบเอวบาง มือใหญ่วางทับบนมือที่กำลังตีส่วนผสม จมูกซุกซบลงที่ซอกคอของเธอ สูดกลิ่นวนิลาและเนยที่ติดอยู่บนผิวเธอ เขาจูบเบา ๆ ที่ติ่งหู ลงมาที่ไหล่ ลงมาที่ต้นแขน ราวกับกำลังปลอบประโลมเด็กน้อยที่กำลังร้องไห้ในใจ
“ใครกันทำให้กระต่ายน้อยของฉันอารมณ์เสียขนาดนี้” เขากระซิบเสียงทุ้มต่ำ แต่แฝงด้วยความอ่อนโยนที่เขาไม่เคยแสดงให้ใครเห็นนอกจากเธอ
ของขวัญไม่ตอบ เธอยังคงตีส่วนผสมต่อ มือของเธอเคลื่อนไหวช้าลงเมื่อสัมผัสถึงความอบอุ่นจากอ้อมกอดของเขา เธอเคยชินกับการที่เขามาตอนดึก กลับไปตอนเช้ามืด กับการที่เขาเข้าบ้านได้ราวกับเป็นเจ้าของ กับการที่เขารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเธอโดยไม่ต้องถาม แต่คืนนี้ เธอรู้สึกเหมือนต้องการอ้อมกอดนี้มากกว่าที่เคย
คุณเปรมปล่อยมือจากชามผสม หันหน้าเธอมาหาเขาเบา ๆ มือใหญ่ยกขึ้นลูบแก้มที่แดงระเรื่อจากความร้อนในครัวและความอัดอั้นในใจ เขามองตาเธอที่แดงก่ำแต่ไม่ยอมให้น้ำตาหล่น ดวงตาของเขาอ่อนโยนอย่างที่เธอไม่เคยเห็นบ่อยนัก
“ไม่ต้องพูดก็ได้” เขากระซิบ “ฉันรู้”
เขาดึงเธอเข้ามากอดแน่น ศีรษะของเธอซุกซบลงที่อกกว้าง ฟังเสียงหัวใจเต้นสม่ำเสมอที่ดังตุบ ๆ ใกล้หู เขาจูบหน้าผากเธอเบา ๆ แล้วเดินไปหยิบผ้ากันเปื้อนที่แขวนอยู่ข้าง ๆ สวมลงบนตัวเองอย่างเคยชิน
“ฉันช่วยตีไข่” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนเด็กน้อยที่อยากช่วยแม่ทำขนม
ของขวัญยิ้มบาง ๆ เป็นครั้งแรกในรอบวัน เธอหยิบชามอีกใบให้เขา แล้วทั้งคู่ยืนเคียงข้างกันในครัวเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของเค้กที่กำลังอบ มือของเขาตีส่วนผสมอย่างไม่ชำนาญ แต่จริงจัง มือของเธอค่อย ๆ ผ่อนคลายลงเมื่อเห็นเขาพยายามทำตัวให้เข้ากับพิธีกรรมของเธอ
ไม่มีคำพูดใด ๆ ระหว่างทั้งคู่ มีเพียงเสียงตีไข่ เสียงเตาอบที่ดังครืดคราด และเสียงหัวเราะเบา ๆ เมื่อเขาทำเนยกระเด็นใส่หน้าเธอ ของขวัญรู้ว่าเขาไม่เคยถามว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะเขารู้ว่าเธอไม่ต้องการคำปลอบ แต่ต้องการเพียงคนที่อยู่ข้าง ๆ โดยไม่ตัดสิน
และในคืนนั้น ครัวเล็ก ๆ ที่เคยเป็นที่หลบภัยของเธอคนเดียว กลายเป็นที่ที่เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยอยู่คนเดียวจริง ๆ เพราะตอนนี้ และเมื่อก่อนก็เป็นแบบนี้ ที่จะมีเขาอยู่ตรงนี้ เงียบ ๆ ข้าง ๆ เธอเสมอ