หนึ่งเดือนต่อมา...ค่ำคืนในอาณาจักรวิรงคพิทักษ์ไม่ได้นำมาซึ่งการพักผ่อนสำหรับผู้บริหารสูงสุดของมัน แสงไฟจากห้องทำงานบนชั้นสูงสุดของตึกสำนักงานใหญ่ยังคงสว่างไสว แม้เข็มนาฬิกาจะล่วงเลยผ่านเที่ยงคืนไปนานแล้วก็ตาม กลิ่นกาแฟเข้มข้นคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นกระดาษและหมึกพิมพ์ กองเอกสารสูงท่วมโต๊ะทำงานไม้สักตัวมหึมาจนแทบไม่เหลือที่ว่าง บนพื้นพรมราคาแพงมีแผนภูมิม้วนใหญ่และตัวอย่างผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ วางระเกะระกะ นี่คือภาพสะท้อนโลกทั้งใบของคุณเปรม วิรงคพิทักษ์ ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
ชายหนุ่มเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่เคยเรียบตึงอยู่เสมอ บัดนี้กลับดูซูบตอบลงเล็กน้อย ขอบตาคล้ำลึกจากการอดนอนมาหลายคืนติดต่อกัน ตอหนวดสีเข้มขึ้นเป็นเงาบนสันกรามแกร่ง แต่ดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับยังคงลุกโชนไปด้วยพลังงานบางอย่างที่น่าพรั่นพรึง มันคือพลังงานที่ขับเคลื่อนด้วยความโกรธ ความอัปยศ และความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะทวงคืนสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นของเขา
หนึ่งเดือนเต็ม...หนึ่งเดือนที่ของขวัญหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและคำถามที่กัดกินหัวใจของเขาให้แหลกสลายในทุกวินาที
คุณเปรมจมตัวเองลงไปในงานอย่างบ้าคลั่ง เขาใช้มันเป็นเกราะป้องกันความรู้สึกพ่ายแพ้และเป็นเครื่องมือในการระบายความโกรธเกรี้ยวที่อัดแน่นอยู่ข้างใน ในฐานะ CEO ของกลุ่มบริษัทวิรงคพิทักษ์ เขาไม่ได้มีหน้าที่แค่เซ็นเอกสารหรือนั่งหัวโต๊ะในห้องประชุม แต่อาณาจักรของเขาหยั่งรากลึกลงไปในผืนดินของภาคเหนือทั้งหมด ไร่ชาเขียวกว่าหมื่นไร่ที่ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตาบนภูเขาวิรงคพิทักษ์, สวนกาแฟอาราบิก้าชั้นเลิศที่ส่งออกไปทั่วโลก, และโรงงานแปรรูปผลไม้ขนาดใหญ่ที่สร้างงานให้กับคนในพื้นที่นับพันชีวิต ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของเขาแต่เพียงผู้เดียว
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เวลาที่คุณเปรมเดินทางไปตรวจเยี่ยมไร่และโรงงานต่าง ๆ เหมือนทุกครั้ง เขาลงไปคลุกคลีกับคนงาน ตรวจสอบคุณภาพของใบชาทุกชุดด้วยตัวเอง เดินสำรวจต้นกาแฟทุกแปลง และควบคุมกระบวนการผลิตทุกขั้นตอนด้วยสายตาที่เฉียบคมและคำสั่งที่เด็ดขาด พนักงานทุกคนต่างรู้สึกได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวเจ้านายหนุ่ม พวกเขาทำงานด้วยความหวาดเกรงและกดดันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทุกคนรู้ดีว่าหากมีข้อผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยเกิดขึ้น นั่นหมายถึงการตกงานสถานเดียว
“ผลผลิตไตรมาสนี้ต้องเพิ่มขึ้นอีกสิบห้าเปอร์เซ็นต์!” เขาสั่งเสียงกร้าวในที่ประชุมผู้จัดการไร่ “ผมไม่สนว่าพวกคุณจะทำยังไง แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็เตรียมเก็บของออกไปได้เลย!”
“แต่ว่าคุณเปรมครับ...” ผู้จัดการไร่ชาคนหนึ่งพยายามจะทักท้วง “ช่วงนี้เป็นช่วงปลายฤดูฝน ผลผลิตมัน...”
“ไม่มีแต่!” คุณเปรมตวาดลั่นจนทุกคนในห้องสะดุ้งโหยง “ผมจ้างพวกคุณมาเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่มาสร้างข้ออ้าง! ไปทำงาน!”
ไม่มีใครกล้าโต้แย้งอะไรอีก ทุกคนก้มหน้ารับคำสั่งและแยกย้ายกันไปทำงานด้วยความตึงเครียด คุณเปรมใช้ความเด็ดขาดและอำนาจของเขาบีบคั้นทุกคนให้ทำงานหนักขึ้นและหนักขึ้นอีก เขาต้องการเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เขาต้องการชัยชนะในโลกธุรกิจเพื่อมาทดแทนความพ่ายแพ้ในชีวิตส่วนตัวที่เขากำลังเผชิญอยู่
แต่ลึกลงไปภายใต้หน้ากากของ CEO ผู้บ้างานนั้น คือหัวใจของชายที่กำลังแตกสลาย ทุกคืน...หลังจากพนักงานทุกคนกลับบ้านไปแล้ว เขาจะกลับมานั่งอยู่ในห้องทำงานที่เงียบสงัดเพียงลำพัง และต่อสายหา ‘นักสืบ’ ที่เขาจ้างวานไว้ด้วยเงินจำนวนมหาศาลเพื่อตามหาของขวัญอย่างลับ ๆ
“ได้เรื่องว่ายังไงบ้าง” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามข่มให้เรียบที่สุด แต่ก็ไม่อาจซ่อนความหวังที่เจืออยู่ข้างในได้ และคำตอบที่ได้รับกลับมาก็เหมือนเดิมทุกครั้ง...
“ยังไม่มีร่องรอยเลยครับนาย” เสียงจากปลายสายตอบกลับมาอย่างนอบน้อม “เราตรวจสอบทุกที่ที่คาดว่าเธอจะไปแล้ว แต่ก็ไม่พบอะไรเลยครับ เธอหายตัวไปเหมือนไม่เคยมีตัวตนอยู่บนโลกนี้มาก่อน”
คุณเปรมวางสายลงช้า ๆ ความผิดหวังถาโถมเข้าใส่หัวใจของเขาอีกครั้ง เขากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เขารู้สึกเหมือนคนโง่ที่ถูกผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งปั่นหัวจนเสียศูนย์ เธอ
ทำได้อย่างไร?
เธอหนีไปอยู่ที่ไหน? คำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับแผ่นเสียงตกร่อง
การตามหาของขวัญต้องเป็นไปอย่างเงียบเชียบที่สุด เขาไม่สามารถให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไปได้โดยเด็ดขาด มันไม่ใช่แค่เรื่องของความอัปยศอดสู เขาต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับสุดยอด ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เขาทรมานมากขึ้นไปอีก เขาไม่สามารถปรึกษาใครได้ ไม่สามารถระบายความรู้สึกนี้กับใครได้เลย มีเพียงเขาคนเดียวที่ต้องแบกรับความเจ็บปวดและความอัปยศนี้ไว้เพียงลำพัง
ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับอันดาในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาจึงห่างเหินกันไปโดยปริยาย อันดาเองก็ติดถ่ายละครเรื่องใหม่ที่ต้องไปถ่ายทำไกลถึงต่างจังหวัด ทำให้ทั้งคู่แทบไม่มีเวลาได้เจอกันเลย แม้เธอจะพยายามโทรหาเขาอยู่บ่อยครั้ง แต่คุณเปรมก็มักจะเลี่ยงที่จะรับสายเสมอ เขาให้เลขาส่วนตัวเป็นคนรับหน้าแทน โดยอ้างว่าเขายุ่งมากจนไม่มีเวลาแม้แต่จะคุยโทรศัพท์
“คุณเปรมกำลังประชุมด่วนอยู่ค่ะคุณอันดา” เลขาสาวตอบด้วยน้ำเสียงที่ถูกฝึกมาเป็นอย่างดี “เดี๋ยวถ้าประชุมเสร็จแล้ว จะให้คุณเปรมรีบติดต่อกลับไปนะคะ”
และแน่นอนว่าคุณเปรมไม่เคยติดต่อกลับไปเลยสักครั้ง เขารู้สึกผิดต่ออันดา แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ไม่สามารถสลัดใบหน้าของของขวัญออกจากความคิดไปได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังนอกใจอันดา ทั้ง ๆ ที่คนที่เขากำลังคิดถึงคือกระต่ายน้อยที่หนีเขาไป
“คุณเปรม...คุณเป็นอะไรไปรึเปล่า” อันดาถามด้วยความเป็นห่วงในคืนหนึ่งที่เธอโทรหาเขาและบังเอิญว่าเขาเป็นคนรับสายเอง “ช่วงนี้คุณดูแปลก ๆ ไปนะ งานหนักมากเลยเหรอ”
“ครับ...นิดหน่อย” คุณเปรมตอบเสียงเรียบ พยายามซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงเอาไว้
“ดูแลตัวเองด้วยนะ” อันดาบอก “อย่าโหมงานหนักจนเกินไปล่ะ ฉันเป็นห่วง”
คำพูดที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของอันดายิ่งทำให้คุณเปรมรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก เขารู้ดีว่าเขาไม่คู่ควรกับความรักและความห่วงใยของเธอเลยแม้แต่น้อย เขาคือผู้ชายเลว ๆ คนหนึ่งที่กำลังหลอกลวงผู้หญิงดี ๆ อย่างเธอ
“ขอบคุณครับ” เขาตอบได้เพียงแค่นั้น ก่อนจะรีบตัดบท “เราขอตัวก่อนนะ พอดีมีงานด่วนต้องทำต่อ”
เขาวางสายไปโดยไม่รอให้อันดาได้พูดอะไรต่อ เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานอย่างหมดแรง ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีกำลังต่อสู้กันอย่างหนักอยู่ข้างใน แต่สุดท้าย ความปรารถนาที่จะตามหาของขวัญให้เจอก็เอาชนะทุกสิ่งทุกอย่างได้
เขาลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เดินไปที่บาร์เครื่องดื่มราคาแพงที่มุมห้อง รินบรั่นดีราคาแพงที่สุดลงในแก้วทรงสวย แล้วกระดกมันรวดเดียวจนหมดแก้ว ความร้อนของแอลกอฮอล์แล่นพล่านไปทั่วร่าง แต่มันก็ไม่สามารถดับไฟแห่งความแค้นที่กำลังลุกโชนอยู่ในใจของเขาได้เลย
“เธออยู่ที่ไหน...ของขวัญ” เขากระซิบกับตัวเองอีกครั้ง “เธอหนีฉันไม่พ้นหรอก ฉันจะตามหาเธอให้เจอ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม”
ช่วงนั้น คุณเปรมไม่ได้กลับไปนอนที่คอนโดอีก เขาเลือกที่จะนอนค้างที่ห้องทำงานของเขา ท่ามกลางกองเอกสารและแผนภูมิที่ไร้ชีวิตชีวา เพราะอย่างน้อย ที่นี่ก็ไม่มีเงาของของขวัญคอยตามมาหลอกหลอนเขาเหมือนที่คอนโดหลังนั้นที่ที่เคยเป็นทั้งสวรรค์และนรกของเขามาตลอดสิบปี
แต่เขาคิดผิด เพราะไม่ว่าเขาจะหนีไปที่ไหน ภาพของของขวัญก็ยังคงตามติดเขาไปทุกที่ ในความฝัน ในความคิด และในทุกจังหวะการเต้นของหัวใจที่กำลังแตกสลายของเขา
อาณาจักรวิรงคพิทักษ์ไม่ได้สร้างขึ้นจากโชคช่วย แต่สร้างขึ้นจากหยาดเหงื่อ แรงกาย และวิสัยทัศน์อันเฉียบแหลมของบรรพบุรุษที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น คุณเปรมในฐานะทายาทรุ่นปัจจุบัน แบกรับความคาดหวังและแรงกดดันมหาศาลไว้บนบ่า เขาถูกหล่อหลอมให้เป็นผู้นำที่สมบูรณ์แบบมาตั้งแต่เด็ก ทุกย่างก้าวของเขาถูกจับตามอง ทุกการตัดสินใจของเขาส่งผลกระทบต่อชีวิตคนนับพัน
ในช่วงเวลาปกติ คุณเปรมคือผู้นำที่น่าเกรงขามแต่ก็ได้รับความเคารพ เขาเด็ดขาดแต่ก็มีเหตุผล เขาทะเยอทะยานแต่ก็ไม่เคยละทิ้งคุณธรรม แต่ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา คุณเปรมคนเดิมได้หายไปแล้ว เหลือเพียงชายที่ถูกครอบงำด้วยความคลั่งแค้นและโทสะ เขาเปลี่ยนห้องประชุมให้กลายเป็นสนามรบ และเปลี่ยนพนักงานให้กลายเป็นศัตรู
สัปดาห์ก่อน เขาบินด่วนไปที่ไร่ชาบนดอยแม่สลองด้วยเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวโดยไม่แจ้งล่วงหน้า การปรากฏตัวของเขาทำให้ทุกคนแตกตื่น เขาก้าวลงจากเฮลิคอปเตอร์ด้วยชุดสูทราคาแพง แต่แววตาของเขากลับดูดุดันยิ่งกว่านายพรานที่กำลังออกล่าเหยื่อ เขาเดินตรงไปยังโรงคัดแยกใบชาที่เพิ่งเก็บเกี่ยวมาใหม่ ๆ คว้าใบชาสดขึ้นมาหนึ่งกำมือ ขยี้มันเบา ๆ บนฝ่ามือ แล้วยกขึ้นจรดจมูกเพื่อสูดดมกลิ่น
“ใครเป็นคนดูแลการเก็บเกี่ยวล็อตนี้!” เขาตวาดถามเสียงดังลั่นโรงงาน
หัวหน้าคนงานรีบวิ่งเข้ามาหาด้วยใบหน้าซีดเผือด “ผมเองครับคุณเปรม”
คุณเปรมหันขวับไปเผชิญหน้ากับชายวัยกลางคน “ใบชามันแก่เกินไป! คุณปล่อยให้คนงานเก็บช้าไปหนึ่งวันเต็ม ๆ! คุณไม่รู้รึไงว่ามันจะทำให้รสชาติของชาล็อตนี้เสียไปทั้งหมด!”
“แต่ว่าตุณเปรมครับ...” หัวหน้าคนงานพยายามจะอธิบาย “เมื่อวานฝนมันตกหนักมาก เราเลยต้องหยุดเก็บ...”
“ผมไม่ต้องการฟังข้อแก้ตัว!” คุณเปรมโยนใบชาในมือทิ้งอย่างไม่ไยดี “ชาล็อตนี้ทั้งหมด เอาไปทำลายทิ้งซะ! แล้วค่าเสียหายทั้งหมด ผมจะหักจากเงินเดือนของคุณ!”
คำสั่งของเขาทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นตกตะลึง ใบชานับร้อยกิโลกรัมที่ต้องถูกนำไปทำลายทิ้งหมายถึงความสูญเสียนับแสนบาท แต่นั่นยังไม่เท่ากับความรู้สึกของคนงานที่ต้องเห็นผลผลิตจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเองต้องกลายเป็นขยะไปต่อหน้าต่อตา
แต่ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งของคุณเปรม พวกเขารู้ดีว่าพายุอารมณ์ของเจ้านายหนุ่มในตอนนี้น่ากลัวเกินกว่าที่ใครจะต้านทานได้
เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นที่สวนกาแฟ หรือโรงงานแปรรูปผลไม้ คุณเปรมจะหาข้อผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ มาเป็นเหตุในการลงโทษพนักงานอย่างรุนแรงเสมอ เขาต้องการระบายความอัดอั้นตันใจที่เขามีต่อของขวัญลงบนคนอื่น เขาต้องการทำให้คนอื่นรู้สึกเจ็บปวดและทุกข์ทรมานเหมือนกับที่เขากำลังเป็นอยู่