22 สัญญาของคนใกล้สิ้นใจ

2396 Words
คฤหาสน์วิรงคพิทักษ์ในยามเช้ายังคงสงบนิ่งและยิ่งใหญ่ดุจปราการที่ตั้งตระหง่านเหนือกาลเวลา แสงแดดอ่อน ๆ ที่สาดส่องผ่านกระจกบานสูงทอประกายลงบนพื้นหินอ่อนขัดมันวาววับ สะท้อนเงาของเฟอร์นิเจอร์โบราณราคาแพงระยับที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบ ทุกตารางนิ้วของที่นี่ล้วนอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของอำนาจและความมั่งคั่งที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคน แต่ในห้องทำงานส่วนตัวของคุณหญิงวรรณา บรรยากาศกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ความเงียบไม่ได้นำมาซึ่งความสงบ แต่กลับสร้างแรงกดดันที่หนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก ม่านกำมะหยี่สีงาช้างถูกรวบไว้เผยให้เห็นสวนสวยที่ได้รับการดูแลอย่างดี แต่ภายในห้องกลับอบอวลไปด้วยกลิ่นชาชั้นดีและกลิ่นกระดาษเก่าจากหนังสือหายากที่เรียงรายอยู่บนชั้นไม้สักสูงจรดเพดาน ที่นี่คือศูนย์กลางอำนาจที่แท้จริงของตระกูลวิรงคพิทักษ์ ที่ซึ่งทุกคำพูดมีความหมายและทุกการตัดสินใจสามารถชี้เป็นชี้ตายอนาคตของใครหลายคนได้ ร่างสูงสง่าของคุณเปรม ก้าวเข้ามาในห้องด้วยรอยยิ้มกว้างที่ประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตรกรีก เขาสวมเสื้อเชิ้ตผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ที่สั่งตัดพิเศษเข้ารูปพอดีตัว เผยให้เห็นแผงอกกว้างและมัดกล้ามที่สมบูรณ์แบบ กางเกงสแล็คสีดำสนิทขับเน้นช่วงขาที่ยาวเรียวของเขาให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น ท่าทางของเขาดูผ่อนคลายและเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันร้ายกาจตามแบบฉบับของหลานรักที่คุณหญิงวรรณาโปรดปรานที่สุด “คิดถึงคุณย่าจังเลยครับ” น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยออกมานั้นหวานหยดย้อยจนแทบละลาย เขาก้มลงสวมกอดร่างท้วมของผู้เป็นย่าที่นั่งอยู่บนเก้าอี้บุนวมหลังโต๊ะทำงานไม้แกะสลักตัวใหญ่ ก่อนจะประทับจุมพิตลงบนแก้มที่เริ่มมีริ้วรอยตามวัยอย่างแผ่วเบาและคุ้นเคย ท่าทีที่แสดงออกถึงความรักและความสนิทสนมอย่างเปิดเผยเช่นนี้ เป็นสิ่งที่หลานคนอื่น ๆ ในบ้านไม่เคยมีใครกล้าทำ ไม่เว้นแม้แต่คุณโปรด พี่ชายแท้ ๆ ของเขา คุณหญิงวรรณายังคงนั่งนิ่ง สายตาที่คมปลาบและเปี่ยมไปด้วยอำนาจของนางพญาจ้องมองหลานชายคนโปรดด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ริมฝีปากที่เคยเม้มแน่นค่อย ๆ คลี่ยิ้มออกมาบาง ๆ แต่มันเป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา “แสดงว่ารู้ตัวแล้วใช่ไหม ว่าวันนี้ย่าเรียกมาดุ เลยรีบมาอ้อนก่อน” น้ำเสียงของท่านนุ่มนวลและอ่อนโยนเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นน้ำเสียงที่สงวนไว้สำหรับหลานชายคนนี้เพียงคนเดียว คุณเปรมหัวเราะในลำคอเบา ๆ เสียงหัวเราะของเขาทุ้มกังวานและเซ็กซี่อย่างร้ายกาจ เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เอนหลังพิงพนักอย่างสบายอารมณ์ แต่ดวงตาสีนิลกาฬที่จ้องมองผู้เป็นย่านั้นกลับฉายแววเจ้าเล่ห์อย่างปิดไม่มิด “คุณย่าตำหนิมาได้เลยครับ แต่อย่าแรงนะครับ ช่วงนี้จิตใจของหลานชายไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่” เขาแสร้งทำหน้าอ้อนวอน ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยราวกับลูกสุนัขตัวใหญ่ที่กำลังหาทางเอาใจเจ้าของ คุณหญิงวรรณายกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองหลานชายอย่างรู้เท่าทัน “หลานเป็นอะไร ทำไมคนงานในไร่ถึงได้มาฟ้องย่าเป็นแถวว่าเดือนนี้หลานเข้มงวดเกินไปนัก มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาตั้งสามสิบกว่ารายแล้วนะคุณเปรม นี่มันเรื่องอะไรกัน” ท่านเคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ เป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ แต่แฝงไปด้วยคำถามที่ต้องการคำตอบที่แท้จริง คุณเปรมนิ่งไปชั่วครู่ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้าค่อย ๆ จางหายไป เขาถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง ก่อนจะเอนตัวมาข้างหน้า วางแขนลงบนโต๊ะทำงานประสานสายตากับผู้เป็นย่าตรง ๆ “ก็กระต่ายน้อยของผมหายไปไงครับ คุณย่า” เขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาราวกระซิบ แต่ทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นและเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อัดอั้นตันใจ แววตาคมกริบที่เคยหยิ่งผยองและไม่เคยยอมใคร บัดนี้กลับสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด “ของเล่นชิ้นโปรดที่คุณย่าอุตส่าห์มอบให้หายไปทั้งคน จะให้ผมใจดีกับใครได้ยังไงล่ะครับ” บรรยากาศในห้องพลันตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง คุณหญิงวรรณามองลึกเข้าไปในดวงตาของหลานชาย ราวกับจะค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกำแพงแห่งความเย็นชาที่เขาสร้างขึ้น ท่านเห็นความเจ็บปวด ความโกรธ และความสับสนที่ปะปนกันอยู่ในนั้นอย่างชัดเจน ท่านถอนหายใจออกมาอีกครั้งยาวกว่าเดิม ก่อนจะคลี่ยิ้มอย่างเข้าใจ “ก็นึกว่าเรื่องอะไร แค่ของเล่นหายถึงกับต้องลงกับลูกน้องขนาดนี้ก็ไม่ถูกนะคุณเปรม ทุกครั้งก็ไม่เห็นหลานจะออกอาการหนักขนาดนี้ อย่าบอกย่านะว่า...หลานหลงรักเธอเข้าแล้วจริง ๆ” คำถามนั้นเหมือนคมมีดที่กรีดลึกลงไปในใจของคุณเปรม เขาสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะรีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน “เป็นไปไม่ได้หรอกครับ!” เสียงของเขาดังขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย ก่อนจะรีบปรับให้เป็นปกติ “ผมรู้ตัวดีว่าทำอะไรอยู่ ผมจะขัดคำสั่งคุณย่าได้ยังไง แล้วตอนนี้เธอก็เป็นว่าที่น้องสะใภ้ในอนาคตของผมแล้วด้วย ผมจะรักเธอได้ยังไงกันครับ คุณย่าสบายใจได้เลย” คุณหญิงวรรณาจ้องมองดวงตาที่สั่นไหวของหลานชายนิ่งนาน ราวกับจะตอกย้ำให้เขายอมรับความจริงที่อยู่ในใจ “ย่าเคยบอกคุณเปรมมาตลอดไม่ใช่เหรอ ว่าย่าไม่อยากให้ของขวัญเข้ามาอยู่ในกระดานหมากของเรา เพราะยังไงเสีย…มันเป็นคำขอสุดท้ายของแม่เธอ” สิ้นคำพูดนั้น ร่างสูงของคุณเปรมก็แข็งทื่อไปในทันที ราวกับถูกสาปให้เป็นหิน คำว่า ‘คำขอสุดท้าย’ ดังก้องอยู่ในหัวของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันคือโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นซึ่งพันธนาการเขาไว้มาตลอดสามปี และดูเหมือนว่าวันนี้ โซ่เส้นนั้นกำลังจะถูกกระชับให้แน่นขึ้นอีกครั้ง คุณหญิงวรรณาหลับตาลงช้า ๆ ราวกับจะซึมซับความเจ็บปวดที่หวนกลับมาอีกครั้ง ภาพความทรงจำเมื่อสามปีก่อนฉายชัดขึ้นในมโนสำนึกราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน มันเป็นวันที่เปลี่ยนชีวิตของใครหลายคนไปตลอดกาล และเป็นวันที่คำสัญญาได้ถูกตีตราลงบนหัวใจของพวกเขา [สามปีที่แล้ว] กลิ่นยาฆ่าเชื้อที่ฉุนกึ้กลอยอบอวลไปทั่วห้อง ICU สีขาวสะอาด บรรยากาศที่นี่เงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพที่ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ตัดกับเสียงลมหายใจที่แผ่วเบาและขาดห้วงของร่างที่นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย คุณสารณี แม่ของของขวัญ นอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียง ใบหน้าของเธอที่เคยงดงามและอ่อนหวาน บัดนี้กลับซูบซีดและไร้สีเลือด ริมฝีปากแห้งผาก ผิวหนังเหี่ยวย่นจนเห็นกระดูกโหนกแก้มได้ชัดเจน สายระโยงระยางและท่อช่วยหายใจพันรอบตัวเธอดูน่าเวทนา มะเร็งร้ายในระยะสุดท้ายได้พรากความสดใสไปจากเธอจนหมดสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงร่างกายที่รอวันแตกสลาย คุณหญิงวรรณานั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง มือที่เหี่ยวย่นตามวัยของท่านกอบกุมมือที่ผ่ายผอมของคุณสารณีไว้แน่น ส่งผ่านความอบอุ่นและความห่วงใยไปให้ แม้จะรู้ดีว่ามันไม่อาจยื้อชีวิตของคนที่ท่านรักเหมือนลูกสาว คนนี้ไว้ได้อีกต่อไป สายตาของท่านเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยและอาลัยอาวรณ์ ที่มุมห้อง ร่างสูงของคุณเปรมยืนพิงกำแพงอย่างเงียบเชียบ เขาสวมชุดสูทสีดำสนิทที่ดูไม่เข้ากับบรรยากาศของโรงพยาบาลเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าหล่อเหลาของเขาเรียบเฉยและเย็นชา แต่ดวงตาสีนิลกาฬที่จ้องมองภาพตรงหน้านั้นกลับฉายแววที่ซับซ้อนและยากจะหยั่งถึง “คุณหญิงคะ…” เสียงแหบแห้งและแผ่วเบาของคุณสารณีดังขึ้นทำลายความเงียบ เธอพยายามลืมตาขึ้นอย่างยากลำบากเพื่อมองหน้าผู้มีพระคุณเป็นครั้งสุดท้าย “สารณีเธอไม่ต้องพูดอะไรแล้ว พักผ่อนเถอะนะ” คุณหญิงวรรณาก้มลงกระซิบข้างหู น้ำเสียงของท่านสั่นเครืออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ดิฉัน…คงไม่มีเวลาอีกแล้ว” คุณสารณียิ้มบาง ๆ เป็นรอยยิ้มที่เศร้าสร้อยที่สุดในโลก “ดิฉัน…ขอร้อง…อย่างสุดท้าย…ได้ไหมคะ” “ว่ามาสิ ฉันจะทำให้ทุกอย่าง” คุณหญิงวรรณารับคำทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว สำหรับท่านแล้ว ไม่มีอะไรที่ท่านจะทำให้ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ คุณสารณีรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย หันไปมองคุณเปรมที่ยืนนิ่งอยู่มุมห้อง ก่อนจะหันกลับมาสบตาคุณหญิงวรรณา “อย่าให้…ของขวัญ…แต่งงานกับคุณเปรม…เลยค่ะ” สิ้นคำพูดนั้น ทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบกริบอีกครั้ง มีเพียงเสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพที่ยังคงดังต่อไปเป็นจังหวะ คุณหญิงวรรณานิ่งอึ้งไปราวกับถูกฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆ ท่านไม่เคยคาดคิดว่าจะได้ยินคำขอร้องเช่นนี้ เพราะมันขัดกับความตั้งใจของตัวเองที่มาในวันนี้ ว่าจะมาขอหมั้นหมายของขวัญไว้ก่อน คุณสารณีพยายามหายใจหอบ ๆ น้ำตาเริ่มไหลรินออกมาจากหางตา “ดิฉัน ไม่อยากให้ลูก ต้องทนทุกข์ ในตระกูลใหญ่ ดิฉันกลัว วันหนึ่งดิฉันจากไป จะไม่มีใครคอยดูแลลูก ลูกจะกลายเป็นเด็กกำพร้าที่น่าสงสาร ถ้าแต่งเข้าไปเป็นสะใภ้บ้านใหญ่ ดิฉันกลัวลูกจะทนคำพูดดูถูกเหยียดหยามไม่ได้” น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและขมขื่น “ทุกวันนี้…ลูกก็โดนดูถูกมาทั้งชีวิตแล้วว่าเป็นลูกไม่มีพ่อ…ดิฉันอยากให้ลูกได้แต่งงานกับคนที่รักลูกจริง ๆ มีครอบครัวเล็ก ๆ ที่อบอุ่น ไม่ต้องแก่งแย่งชิงดีกับใคร ไม่ต้องทนอยู่ในกรงทองที่สวยงามแต่ไร้อิสรภาพ” คุณหญิงวรรณานิ่งไปนาน ท่านเข้าใจความรู้สึกของคนเป็นแม่ดี ท่านรู้ว่าเบื้องหลังความยิ่งใหญ่ของตระกูลวิรงคพิทักษ์นั้นเต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีและความลับดำมืดมากมายเพียงใด “ดะ ได้สิ ฉันรับปาก ฉันจะดูแลของขวัญให้เอง ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายแก้วตาดวงใจของเธอได้” คุณสารณีคลี่ยิ้มออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะหันไปมองคุณเปรมอีกครั้งด้วยสายตาที่วิงวอน “คุณเปรม ปล่อยขวัญไปเถอะนะคะ อย่าแต่งงานกับลูกของน้าเลยนะ ปล่อยให้แกได้มีชีวิตเป็นของตัวเองเถอะ” คุณเปรมกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด แต่เมื่อได้สบตากับสายตาที่อ้อนวอนของผู้หญิงที่กำลังจะจากไป เขาก็รู้ว่าเขาไม่สามารถปฏิเสธคำขอร้องนี้ได้ เขาก้าวเข้ามาข้างเตียง คุกเข่าลงช้า ๆ ก่อนจะพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ผมรับปากครับคุณน้า” [กลับสู่ปัจจุบัน] คุณหญิงวรรณาเปิดเปลือกตาขึ้นช้า ๆ ความทรงจำอันเจ็บปวดจางหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงความเศร้าที่ยังคงเกาะกินหัวใจ ท่านหันมามองหลานชายที่นั่งนิ่งงันอยู่ข้าง ๆ “สัญญาที่ให้ไว้กับคนใกล้ตาย มันศักดิ์สิทธิ์นะคุณเปรม ย่าให้เวลาหลานมาสามปีแล้ว หลานยังตัดขาดจากเธอไม่ได้อีกเหรอ” คุณเปรมก้มหน้าลงต่ำ ซ่อนแววตาที่สับสนและเจ็บปวดไว้ภายใต้แพขนตาหนาทึบ “ผมพยายามแล้วครับคุณย่า…แต่…” “ไม่มีแต่!” คุณหญิงวรรณาตัดบทอย่างเฉียบขาด น้ำเสียงของท่านกลับมาแข็งกร้าวและเปี่ยมไปด้วยอำนาจอีกครั้ง “ครั้งนี้ต้องตัดขาดกันจริง ๆ รอให้โครงการเปิดตัวคอนโดของคุณโปรดเสร็จสิ้น ย่าจะให้คุณเปรมกับคุณปลื้มแต่งงานพร้อมกัน อายุอานามก็ไม่ใช่น้อย ๆ แล้ว ดูอย่างพี่ชายหลานสิ ตอนนี้จะมีลูกคนที่สองแล้ว เดี๋ยวลูก ๆ หลานจะโตไม่ทันเพื่อนเขานะ” คำพูดของคุณหญิงวรรณาเหมือนค้อนปอนด์ที่ทุบลงมากลางใจของคุณเปรม เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า เขาเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นย่าด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ก่อนจะฝืนยิ้มออกมาอย่างฝืดเฝื่อน “ครับ…ผมเข้าใจ” คุณหญิงวรรณาลุกเดินอ้อมโต๊ะทำงานมาหยุดอยู่ข้าง ๆ หลานชาย ท่านวางมือลงบนศีรษะของเขาแล้วลูบเบา ๆ อย่างปลอบโยน “ย่าไม่ได้บังคับให้หลานรักใครไม่ได้ แต่นี่คือสัญญาที่เราทั้งคู่ให้ไว้กับคนที่จากไปแล้ว หลานเข้าใจย่าใช่ไหม” คุณเปรมพยักหน้าช้า ๆ อย่างเชื่องช้า “ครับ…ผมเข้าใจ” แต่ในใจของเขา คำว่า “เข้าใจ” กับ “ยอมรับ” มันเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องทำงานไปโดยไม่หันกลับมามองอีก ประตูไม้สักบานใหญ่ปิดลงอย่างแผ่วเบา ทิ้งให้คุณหญิงวรรณายืนถอนหายใจอยู่เพียงลำพัง ร่างสูงของคุณเปรมยืนพิงกำแพงเย็นเฉียบนอกห้องทำงานอยู่นาน เขาหลับตาลงช้า ๆ พยายามข่มความรู้สึกที่พลุ่งพล่านอยู่ในอก เขากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เขารู้ดีว่าสัญญาที่ให้ไว้กับคนใกล้ตาย มันคือโซ่ตรวนที่หนักอึ้งที่สุดในชีวิตของเขา และตอนนี้ โซ่เส้นนั้นกำลังรัดแน่นขึ้นทุกวัน ของขวัญหายไปแล้ว แต่สัญญาที่เขาให้ไว้กับแม่ของเธอยังคงล่ามเขาไว้แน่น ไม่ให้เขาสามารถตามเธอไปได้แม้แต่ก้าวเดียว
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD