-โรงแรมหรูใจกลางกรุง-
บรรยากาศงานเลี้ยงการกุศลเต็มไปด้วยเหล่านักธุรกิจและเซเลบริตี้ชื่อดัง แสงแฟลชจากกล้องนักข่าวสว่างวาบทันทีที่รถหรูของประธานแห่งเลิศวิริยะแกรนด์เลี้ยวเข้ามาจอด
ตุลย์ก้าวลงจากรถในชุดสูททักซิโด้สีดำสนิทที่ขับเน้นบุคลิกให้ดูสง่างามและทรงอำนาจยิ่งกว่าเดิม เขาหยุดรอตรงประตูรถฝั่งผู้โดยสาร ก่อนจะยื่นมือออกไปรับ ‘เลขาฯ’ ของเขาตามมารยาท
นาวก้าวลงจากรถหรูในชุดราตรีสีน้ำเงินเนวี่ที่ขับผิวขาวจัดสว่างวาบภายใต้แสงไฟของโรงแรม ชุดที่ดูเรียบหรูแต่เน้นสัดส่วนโค้งเว้าอย่างชัดเจน และที่ร้ายที่สุดคือดีไซน์โชว์แผ่นหลังเนียนละเอียดที่เปิดกว้างจนน่าใจหาย มันสะกดสายตาผู้คนไปทั้งงานตั้งแต่วินาทีแรกที่เธอปรากฏตัว
ทันทีที่มือเรียวแตะลงบนฝ่ามือแกร่ง ตุลย์รู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นพล่านจากปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจอย่างรวดเร็ว จนเขาต้องเผลอกระชับมือนุ่มนั้นแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ชุดที่ดีกว่านี้ไม่มีหรือยังไง!”
ตุลย์บ่นอุบอิบในลำคอเพียงให้ได้ยินกันสองคน ใบหน้าหล่อเหลายังคงนิ่งขรึมสนิทราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไร ทว่าสายตาคมกริบกลับกวาดมองไปรอบๆ งานด้วยแววตาตำหนิ เมื่อเห็นว่าหนุ่มๆ ในงานต่างพากันจ้องมองเลขาฯ ของเขาตาเป็นมัน
“ชุดนี้ก็สุภาพและเป็นทางการที่สุดแล้วค่ะบอส” นาวตอบกลับด้วยรอยยิ้มหวานหยดที่จงใจกวนประสาทคนข้างๆ “หรือว่าบอสมีปัญหาตรงไหนคะ?”
“มันเปิดหลังมากไป ไม่เป็นมืออาชีพ” เขาแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ทั้งที่ในใจอยากจะถอดสูททักซิโด้ออกมาคลุมร่างเธอไว้เสียเดี๋ยวนี้
“งั้นเหรอคะ?” นาวตอบเพียงสั้นๆ ทว่าสายตาคู่สวยกลับมองไปเห็น ‘เมฆ’ ศัตรูหัวใจที่นาวควงไปปั่นประสาทตุลย์ เมื่อครั้งวันเกิดคุณเกริกพล พ่อของเขา ทันทีที่เห็นนาว เมฆเดินตรงเข้ามาหาด้วยท่าทางกระตือรือร้น
“นาว! มางานนี้ด้วยเหรอ เมื่อเช้าเมฆโทรหานาวตั้งหลายสาย ว่าจะชวนมางานนี้พอดีเลย”
เมฆเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงดีใจอย่างปิดไม่มิด ทันทีที่เห็นหญิงสาวในชุดราตรีสวยสง่า เขาก็รีบสาวเท้าเข้ามาหาจนระยะห่างลดน้อยลง เมฆถือวิสาสะเอื้อมมือไปแตะเบาๆ ที่ต้นแขนเรียวอย่างสนิทสนมตามประสาคนที่ดูแลกันมาตลอดตอนอยู่อังกฤษ
“โทษทีนะเมฆ พอดีเมื่อเช้านาวยุ่งๆ น่ะ”
นาวตอบพร้อมส่งยิ้มหวานที่ดูจริงใจกว่าตอนที่ยิ้มให้ตุลย์หลายเท่า จนคนข้างตัวเริ่มหายใจเข้าออกเป็นไอความร้อน
“งั้นเหรอ ถ้างั้นเดี๋ยวกลับพร้อมกันนะ เมฆไปส่งเอง” เมฆเสนอตัวอย่างสุภาพ แววตาที่มองนาวนั้นเต็มไปด้วยความสนิทสนมอย่างคนคุ้นเคย
กึด!
เสียงขบกรามของตุลย์ดังขึ้นเบาๆ มือหนาที่เคยจับมือนาวไว้อย่างสุภาพ กลับเปลี่ยนเป็นโอบหมับเข้าที่เอวคอดกิ่วของเลขาฯ สาวทันควัน แรงบีบที่เอวบอกให้รู้ว่าคนข้างตัวกำลังเดือดได้ที่
“สวัสดีครับคุณเมฆ ขอโทษที พอดีเรามีธุระต้องรีบไปคุยกับท่านประธานหอการค้า” ตุลย์เอ่ยเสียงเรียบแต่เย็นเฉียบ แววตาที่มองเมฆนั้นแข็งกร้าวประหนึ่งเจ้าป่าที่กำลังประกาศอาณาเขต
เขาออกแรงบังคับกึ่งลากให้นาวเดินตามเขาไปในทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้เมฆได้พูดต่อแม้แต่คำเดียว
“บอสคะ! ปล่อยค่ะ ฉันเจ็บเอวไปหมดแล้วนะ” นาวประท้วงเบาๆ เมื่อเดินพ้นรัศมีสายตาคนอื่นมาตรงมุมอับ
“ไหนบอกว่าให้ทำตัวมืออาชีพไงคะ แล้วที่มากอดเอวเลขาฯ ต่อหน้าคนอื่นแบบนี้ มันคืออาชีพตรงไหน?”
ตุลย์หยุดกะทันหันแล้วหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า ระยะที่ใกล้จนปลายจมูกแทบชนกัน ทำให้เขาสามารถมองเห็นความท้าทายในดวงตาคู่สวยได้ชัดเจน กลิ่นน้ำหอมที่กรุ่นออกมาจากซอกคอขาวผ่อง ยิ่งกระตุ้นให้อารมณ์ที่พยายามสะกดกลั้นไว้แทบจะระเบิดออกมา
“ผมเป็นเจ้านายคุณ คุณมีหน้าที่ทำตามคำสั่งผม!” เขาพูดช้าๆ แต่อัดแน่นไปด้วยอารมณ์ที่พยายามกดทับไว้ “อย่ามาลองดีกับความอดทนของผมนาว ใครหน้าไหนก็มาแตะต้องคนของผมไม่ได้เด็ดขาด!”
สายตาคมกริบที่จ้องลึกเข้ามานั้นวาวโรจน์ด้วยความหึงหวงที่เจ้าตัวคงไม่รู้ว่ามันปิดไม่มิด แรงบีบที่ต้นแขนไม่ได้ทำให้เธอเจ็บจนทนไม่ไหว แต่มันทำให้เธอรู้ว่า ‘หินผา’ ตรงหน้ากำลังจะพังทลายลงเพราะฝีมือเธอ
"ปากแข็งต่อไปเถอะ หึ!" นาวพึมพำออกมาอย่างไม่คิดจะถือสาคนเอาแต่ใจ เธอขยับยิ้มมุมปากเล็กน้อย พลางใช้มือเรียวสวยลูบไล้ไปที่แผ่นอกกว้างภายใต้ชุดสูทราคาแพงของเขาอย่างจงใจ เป็นการปลอบประโลมที่ผสมผสานไปด้วยการยั่วเย้าในท่าที
“คนของคุณในฐานะ ‘เลขาฯ’ หรือในฐานะ ‘เพื่อนสนิท’ คะบอส?”
นาวแกล้งเอียงคอถามด้วยสีหน้าใสซื่อ แต่ดวงตากลับพราวระยับอย่างรู้ทัน เธอรู้ดีว่าคนอย่างตุลย์ เกลียดที่สุดคือการเสียการควบคุม และตอนนี้เธอก็กำลังกุมอำนาจการควบคุมนั้นไว้ในมือเพียงผู้เดียว
“คุณมาในฐานะเลขา ก็ทำหน้าที่ของคุณให้ดี ไม่ใช่ไปยืนยิ้มหวานให้ใครทั้งนั้น”
ตุลย์คำรามในลำคออย่างพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนหน้าผากแทบจะแตะกัน ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดผิวเนียนละเอียดตรงซอกคอทำให้นาวลอบขนลุกชัน แต่เธอยังคงใจดีสู้เสือ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบอย่างไม่เกรงกลัว
“โดยเฉพาะชุดนี้ ถ้าผมรู้ว่ามันจะโชว์หลังขนาดนี้ ผมคงสั่งเผามันทิ้งตั้งแต่คุณยังไม่ออกจากคอนโดแล้ว!”
“หวงเหรอ?”
นาวเอ่ยคำถามสั้นๆ แต่จี้ลงกลางจุดตายของคนปากแข็ง เธอเลิกคิ้วขึ้นอย่างท้าทาย
“ผมไม่ได้หวง!” ตุลย์เน้นย้ำทีละคำผ่านไรฟันที่ขบเข้าหากันแน่น เขาพยายามเบือนสายตาหนีใบหน้าสวยที่อยู่ตรงหน้า “เลขาฯ ของศิขริน เลิศวิริยะฯ ต้องดูสง่างามและน่าเกรงขาม ไม่ใช่มาทำตัวเป็นดาราหน้ากล้องให้พวกผู้ชายรุมตอมแบบนี้”
“อ๋อ...ที่แท้ก็กลัวตัวเองเสียชื่อเสียงนี่เอง” นาวแสร้งพยักหน้าเข้าใจ พลางผละตัวออกจากอ้อมแขนแกร่งช้าๆ “ถ้าอย่างนั้นบอสก็สบายใจได้ค่ะ เพราะนอกจากยิ้มหวาน นาวก็ยังไม่ได้ทำอะไรที่เสียหายเลย อ๊ะ! แล้วคืนนี้ บอสไม่ต้องไปส่งนาวนะคะ เพราะนาวจะกลับกับเมฆ”
“นาว!”
ตุลย์กระชากข้อมือบางให้กลับมาประจันหน้ากันอีกครั้ง ครั้งนี้เขาไม่สนแล้วว่าใครจะมาเห็น แรงบีบที่ข้อมือบอกชัดถึงอารมณ์ที่พุ่งสูงจนทะลุปรอท
“ผมบอกแล้วไงว่าคุณมีหน้าที่ทำตามคำสั่งผม และคำสั่งของผมคือ คืนนี้คุณต้องกลับกับผมเท่านั้น!”
นาวมองคนสติหลุดที่ยังปากแข็งอ้างหน้าที่เจ้านายแล้วก็ได้แต่ขำในใจ เธอยืดตัวขึ้นกระซิบที่ข้างใบหูของเขาเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาคนฟังถึงกับใจสั่นสะท้าน
“รับทราบค่ะ ท่านประธานจอมเผด็จการ”
นาวทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะบิดข้อมือออกแล้วเดินกลับเข้าสู่งานเลี้ยง ทิ้งให้ตุลย์ยืนกำหมัดแน่นอยู่ที่เดิม หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นแรงจนน่ารำคาญ เพียงเพราะสัมผัสแผ่วเบาและกลิ่นกายหอมกรุ่นของยัยเพื่อนตัวดีที่กำลังจะกลายเป็น ‘เลขาฯ’ ที่อันตรายที่สุดในชีวิตของเขา