“ไหนหมอนัทบอกว่า ให้ดูต่อไปเรื่อย ๆ คะ” ใบหน้าคนถามบึ้งตึง น้ำเสียงก็บ่งบอกว่าไม่พอใจเท่าไร
“ก็ดูต่อไปเรื่อย ๆ”
“ดูก็ดูอย่างเดียวสิคะ หมอนัทมาจับมือคะน้าไว้ทำไม” ปากอิ่มเผยอยื่นอย่างแง่งอน คะน้าพยายามดึงมือออกจากมืออบอุ่นที่กุมมือเธอไปไว้วางบนต้นขาของเขา เขากุมมือเธอเอาไว้แบบนี้ตั้งแต่ขับรถออกจากบ้านของเขาแล้ว
“ถ้าไม่ให้จับมือ แล้วจะให้จับอะไร”
“ไม่ต้องจับอะไรทั้งนั้นค่ะ หมอนัทควรตั้งใจขับรถ”
“เธอก็ควรตั้งใจนั่งนิ่ง ๆ อยู่เฉย ๆ อย่ากวนสิ ฉันจะได้ตั้งใจขับรถ”
“แต่...”
“อย่างอแงนะคะน้า ฉันยอมถอยให้เธอแล้วนะ ถ้าเธอยังงอแงเป็นเด็กแบบนี้ ฉันจะจับเธอกดบนรถนี่แหละ”
คะน้าอ้าปากค้าง เธอไม่คิดว่าเขาจะใช้เรื่องแบบนั้นมาขู่เธอ แต่พอเขาขู่ คะน้าก็ไม่กล้าดึงมือกลับแล้ว ใครจะไปรู้ล่ะว่า เขาแค่ขู่หรือจะทำอย่างที่พูดจริง ๆ เธอยอมนั่งนิ่งให้เขาจับมือไปตลอดทางก็ได้ เพราะมันคงดีกว่าถูกเขาจับกดบนรถ
“หมอนัท !” คะน้าหันไปแหวเสียงดังลั่นรถ เมื่ออยู่ดี ๆ คนที่บอกว่าจะจับมือเธอเฉย ๆ ยกมือเธอขึ้นไปจูบจนเกิดเสียงดังจ๊วบ !
“อะไร !” คนจูบหลังมือสาว ลอยหน้าลอยตาถามกลับได้น่าทุบที่สุด
“ไหนบอกว่าจะจับมือเฉย ๆ ไงคะ”
“ขอจูบมือนิดเดียวน่า”
“แต่...”
“หรือจะให้จูบปาก”
เอาอีกแล้ว เขาขู่เธออีกแล้ว
คนถูกข่มขู่เม้มปากแน่นเป็นเส้นตรง เกิดมาเธอไม่เคยอยากข่วนหน้าใครเท่าเขามาก่อนเลย เธออยากให้คนอื่นมาเห็นท่าทางยียวนกวนประสาทของเขาตอนนี้นัก พวกเขาจะได้รู้กันเสียทีว่า หมอนัทแสนดีของใคร ๆ นั้น น่าทุบแค่ไหน
“ว่าไง จะให้จูบมือ หรือจูบปาก” คนได้ทีรีบรุกเอาคำตอบ...คำตอบที่เขารู้อยู่แก่ใจว่า เธอจะตอบว่าอย่างไร
“จูบมือค่ะ” คะน้ามองค้อนคนเจ้าเล่ห์
“ก็แค่นั้น” หมอนัทจอมเจ้าเล่ห์ว่าแล้วยกมือเด็กสาวขึ้นจะจูบซ้ำอีกที
ทว่าเหมือนสวรรค์เข้าข้างคะน้า เมื่อมีเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ของหมอนัทดังขึ้นเสียก่อน เขาจึงปล่อยมือเธอเพื่อรับสาย
“ครับ...คุณแม่”
พอได้ยินว่าคนที่โทรมาคือคุณแม่ของเขา คะน้าก็นั่งนิ่ง อยู่เงียบ ๆ พอเธอเงียบ เธอจึงได้ยินเสียงแม่ธัญญาดังออกมาจากโทรศัพท์
“นัท...ติถูกคนงานเมาย***าแทงที่ท้อง แต่ไม่ยอมไปโรงพยาบาล บอกแต่ว่าไม่เป็นไร แผลนิดเดียว แต่แม่ไม่สบายใจเลย นัทรีบกลับมาดูพี่หน่อยนะลูก แม่ไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว”
น้ำเสียงร้อนอกร้อนใจของคนเป็นแม่ทำให้หมอนัทเหยียบคันเร่งแรงขึ้นทันที
“ครับแม่...ผมกำลังกลับครับ”
“อีกนานไหมลูก แม่ร้อนใจ กลัวติจะเป็นอะไรไป ดื้อที่สุดเลยพี่ชายเราเนี่ย”
“ไม่เกินครึ่งชั่วโมงครับ”
“จ้ะ ๆ ขับรถดี ๆ นะลูก”
“ครับ”
หลังจากวางสาย หมอนัทมีสีหน้าเคร่งขรึมลง เขาจับพวงมาลัยด้วยสองมือ ไม่หันมาตอแยเด็กสาวที่นั่งข้าง ๆ เหมือนเมื่อครู่ ตาคมมองตรงไปเบื้องหน้า และคะน้ารับรู้ได้ถึงความเร็วรถที่เพิ่มขึ้น
7 ใครเจ็บกว่ากัน
มะปรางรู้สึกตัวตื่นเพราะเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ แต่พอขยับตัว เธอจึงรู้ว่า พันธนาการที่ข้อมือและข้อเท้ายังไม่ถูกแกะออก หญิงสาวทอดถอนใจอย่างอ่อนล้า เธอพยายามขยับตัวจนลุกขึ้นนั่งได้
ยังดีที่คนเอาแต่ใจมัดมือเธอไว้ข้างหน้า มะปรางจึงชันเข่าสองข้าง แล้วแกะปมตรงข้อเท้าก่อน แต่เพราะความเมื่อยล้าจากบทรักเร่าร้อน ทำให้มะปรางอ่อนแรง กว่าเธอจะแกะเนกไทออกจากข้อเท้าได้เสียงโทรศัพท์ก็เงียบไปแล้ว
มะปรางเหลือบตามองโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียงด้วยความกังวล เพราะเสียงเรียกเข้าที่ดังขึ้นเมื่อครู่นั้น เป็นเสียงเรียกเข้าที่เธอตั้งไว้เฉพาะเบอร์โทรศัพท์ของลุงทอง เธอกลัวว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นที่บ้าน เพราะตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว หากไม่มีเรื่องด่วนหรือร้ายแรง ลุงทองคงไม่โทรมา
เสียงเรียกเข้าดังขึ้นอีกครั้ง มะปรางแกะเนกไทออกจากข้อเท้าได้แล้ว หญิงสาวจึงรีบขยับไปที่ริมเตียง แล้วเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทั้งที่ข้อมือยังถูกมัดอยู่ เธอใจร้อนจนไม่อยากรอแล้ว ทว่าเพราะถูกมัดไว้นาน จึงทำให้มือไม้อ่อนแรง มะปรางทำโทรศัพท์ตกลงบนพื้นห้อง แล้วเสียงเรียกเข้าก็เงียบลงทันที มะปรางใจหายแวบ เธอรีบลงจากเตียงไปนั่งพับเพียบอยู่ข้างโทรศัพท์ทั้งที่เปลือยเปล่าทั้งตัว มะปรางกำลังจะหยิบมันขึ้นมาดู ก็พอดีกับเสียงเรียกเข้าดังขึ้นอีกครั้ง มะปรางรีบใช้นิ้วปัดหน้าจอรับสายโดยไม่หยิบมันขึ้นมาถือ หญิงสาวกดลำโพงให้ได้ยินเสียงโดยไม่ต้องถือแนบหู แล้วก้มลงไปจนเกือบชิดโทรศัพท์
“คุณปรางครับ คุณปราบไม่อยู่กับพวกเราแล้วครับ”
คำบอกกล่าวของลุงทองโดยไม่มีคำทักทายนำมาก่อนทำให้มะปรางนั่งนิ่ง...ราวกับโลกหยุดหมุน เวลาหยุดเดิน ใจดวงน้อยกระตุกไหวจนเจ็บแน่นในช่องอก มะปรางสูดลมหายใจลึก ก่อนจะเอ่ยถามลุงทองกลับไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ