“คุณพ่อแอบไปเดินเล่นในสวนหรือคะ ดึกแล้วน้ำค้างลงจัดแบบนี้ เดี๋ยวก็ไม่สบายเอาหรอก คุณพ่อนี่ น่าตีจริง ๆ เลยนะคะลุงทอง”
“คุณปราง” เสียงทอดอ่อนอย่างเป็นห่วงเป็นใยของลุงทองดังแว่วมาตามสาย “กลับมาบ้านนะครับ กลับมาส่งคุณพ่อของคุณปรางครั้งสุดท้าย พวกเรารอคุณปรางอยู่นะครับ” เพราะเป็นแค่ลูกน้อง ไม่อาจจัดการใด ๆ เองได้ ลุงทองจึงต้องรอทายาทคนเดียวของเจ้านายกลับไปจัดการ
แม้จะพยายามหลอกตัวเองว่าสิ่งที่ลุงทองพูดไม่ใช่เรื่องจริง แต่พอผู้สูงวัยย้ำชัดมาอีกครั้ง มะปรางก็สูดลมหายใจลึกเพื่อตั้งสติ
“ค่ะ ปรางจะรีบไป”
พอลุงทองวางสายไปแล้ว มะปรางจึงสะอื้นไห้ออกมาอย่างสุดจะกลั้น
“คุณพ่อ...”
แม้น้ำตาไหลอาบสองแก้มเนียน แต่เพราะตระหนักถึงหน้าที่ของลูกสาวคนเดียวของพ่อ มะปรางจึงก้มใช้ปากแกะเนกไทที่ข้อมือ แต่มันยากเหลือเกิน ในเมื่อเธอทั้งสะอื้นไห้ ทั้งเร่งรีบ อะไรก็ดูเหมือนไม่เป็นใจเอาเสียเลย กว่าจะแกะเนกไทออกจากข้อมือได้ก็ใช้เวลาพอสมควร
พอแกะพันธนาการออกจากข้อมือได้ มะปรางก็รีบลุกขึ้นยืน ทว่าขาที่อ่อนแรงก็ทำให้เธอทรงตัวได้ไม่ดีเท่าไร มะปรางจึงล้มแผละนั่งลงบนพื้นตามเดิม
ยิ่งรีบก็ยิ่งช้า มะปรางนึกโมโหร่างกายที่ไม่ได้ดั่งใจ พานโมโหใครอีกคนที่ทำให้เธอเป็นแบบนี้ หญิงสาวบีบนวดขาและทุบมันแรง ๆ ด้วยความโมโห ทั้งสะอื้นไห้น้ำตานองหน้า
“ปราง ! ไปนั่งทำอะไรตรงนั้น” ธิติเปิดประตูเข้ามาเห็นเมียนั่งอยู่บนพื้นก็ถามเสียงดุ เขาเดินกุมท้องเข้าไปหาเธอ และนั่งลงเพื่อจะช่วยประคองเธอลุกขึ้น ทว่ามะปรางกลับผลักเขาเต็มแรง ฝ่ามือของเธอกดลงบนแผลที่ถูกแทงพอดี เขาเจ็บจนนิ่วหน้า แต่เพราะเสื้อปิดอยู่ มะปรางจึงไม่เห็นผ้าก๊อซปิดแผลที่ท้องของเขา
“ปราง ! เป็นบ้าอะไร ผลักพี่ทำไม”
มะปรางเงยหน้ามองคนที่นั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าผ่านม่านน้ำตา
“ปรางเกลียดคุณติ !”
มะปรางตวาดใส่หน้าเขา เธอค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน ค่อย ๆ ก้าวตรงไปยังตู้เสื้อผ้า พอได้ขยับตัว ร่างกายก็เริ่มมีเรี่ยวแรงขยับได้ตามปกติ มะปรางเปิดตู้หยิบเสื้อผ้าที่จะใส่กลับบ้านออกมา
ธิติเดินตามหลังมา เขามองเสื้อผ้าในมือภรรยา แล้วถามเสียงดุ
“จะไปไหน ทำไมหยิบชุดแบบนี้ออกมา”
“ปรางจะกลับบ้านค่ะ”
ธิติแย่งเสื้อผ้าในมือมะปรางมาถือไว้ เขาเข้าใจว่าเธอจะกลับบ้านเพราะโกรธที่เขาลงโทษเธอรุนแรง
“พี่ไม่ให้กลับ”
มะปรางเงยหน้ามองสามี เธอมองเขาด้วยความน้อยใจปนโกรธขึ้ง เคยมีสักครั้งไหมที่เขาจะถามไถ่พูดคุยกับเธอด้วยเหตุผล เคยมีสักครั้งไหมที่เขาจะพูดจาดี ๆ กับเธอ เขามันคนเอาแต่ใจ เขามันคนใจร้าย
มะปรางปาดน้ำตา สูดลมหายใจลึก เธอสบตาคมแน่วแน่ ก่อนเอ่ยปากบอกด้วยเสียงสั่นเบาหวิว
“คุณพ่อเสียแล้ว ปรางจะกลับบ้าน”
“ติ ปราง จะไปไหนกันลูก”
แม่ธัญญาเอ่ยถามเมื่อเห็นลูกชายกับลูกสะใภ้เดินเข้ามาในห้องโถงของบ้าน
“ลุงปราบเสียแล้วครับคุณแม่ ผมจะพาปรางกลับบ้าน”
แม่ธัญญายกมือทาบอก มองลูกสะใภ้ด้วยความตกใจ พอตั้งสติได้ ท่านรีบเดินเข้าไปโอบกอดและลูบหลังมะปราง โดยไม่ได้พูดอะไร เพราะแม่ธัญญารู้ดีว่า ไม่ว่าจะกี่หมื่นกี่พันคำปลอบใจก็ไม่อาจทำให้คนสูญเสียรู้สึกดีขึ้น หัวใจที่บอบช้ำจะปิดกั้นทุกคำปลอบใจ ตอนนี้ลูกสะใภ้ของท่านได้ยินเพียงเสียงร่ำไห้ของหัวใจตัวเองเท่านั้น
มะปรางโอบกอดแม่ธัญญาเต็มวงแขน เธอสะอื้นไห้จนตัวสั่น พานทำให้คนกอดเธออยู่น้ำตาคลอด้วยความสงสาร
“ปราง” แม่ธัญญาดันบ่าบอบบางออก ท่านเช็ดน้ำตาให้มะปรางอย่างอ่อนโยน “กลับไปทำหน้าที่ลูกสาวคนเดียวของพ่อปราบนะลูก ทำให้ดีที่สุด”
มะปรางสูดลมหายใจลึก พยักหน้ารับทั้งน้ำตา
แม่ธัญญาปล่อยมือจากบ่าบอบบาง แล้วหันไปบอกลูกชายว่า
“แม่กับพ่อจะไปเป็นเพื่อนปรางเอง ติอยู่รอหมอนัทก่อน ให้น้องดูแผลก่อนนะลูก ถ้าไม่เป็นอะไรจริง ๆ ค่อยตามไป”
“ผมจะไปกับปรางครับ ถ้าไอ้หมอนัทมันอยากจะตรวจอยากจะดูอะไรก็ให้ตามไปที่บ้านปรางนะครับ” ธิติว่าพลางจับมือนุ่มพามะปรางเดินตรงไปยังประตู แม้เขาจะเจ็บแผลอยู่ไม่น้อย แต่ใครบางคนที่เอาแต่เงียบและน้ำตาไหลตลอดเวลาน่าจะเจ็บกว่าเขา
“ติ !” แม่ธัญญาเรียกตามลูกชายด้วยสีหน้าไม่สบายใจ ใจหนึ่งก็ห่วงลูกชาย อีกใจก็เห็นใจลูกสะใภ้ที่คงอยากกลับไปถึงบ้านให้เร็วที่สุด
พอทั้งสองเดินออกจากบ้านไปแล้ว แม่ธัญญาจึงยืนหันรีหันขวางทำอะไรไม่ถูกครู่หนึ่ง เมื่อตั้งสติได้ จึงรีบไปบอกคุณย่าเดือนเต็มถึงเรื่องที่เกิดขึ้น และไปเรียกสามีที่อยู่ในห้องให้ตามไปบ้านของมะปรางด้วยกัน
ธิติขับรถพามะปรางออกจากไร่ไปก่อน แม่ธัญญากับพ่อติณนั่งรถตามไปทีหลัง โดยมีชาติชายเป็นคนขับรถให้ ระหว่างเดินทางไปบ้านของมะปราง แม่ธัญญาโทรบอกให้ลูกชายคนเล็กตามไปดูอาการพี่ชายที่บ้านของมะปรางเลย