บุษบาเม้มปากแน่น เห็นเขาล้วงมือเข้ามาในถุงขนมหยิบไปกินไม่หยุดก็ถามปนประชด
“ข้าวมีนะ ซื้อขึ้นมาเผื่อคุณไม่อิ่ม”
“แหม... บุษรู้ใจว่าพี่กินดุ” เธอตาเขียวกับคำว่า 'กินดุ' หัสดีจึงรีบพูดต่อ
“พี่กะแล้วว่าบุษต้องซื้อข้าวมาฝากพี่ เพราะตอนอยู่ญี่ปุ่นพี่ก็เลี้ยงข้าวบุษหลายมื้ออยู่”
“อย่าพูดเรื่องที่ญี่ปุ่นนะ คุณรับปากแล้ว” เธอถลึงตาใส่
“นั่นก็อยู่ที่บุษว่าทำตัวดีแค่ไหน ตามใจพี่บ้าง พูดเพราะๆ แล้วเรื่องของเราจะเป็นความลับต่อไปอีกสักระยะก็ได้”
ชายหนุ่มหยิบถุงใส่อาหารแช่แข็งที่หญิงสาวซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อ มันถูกอุ่นเรียบร้อยแล้วมีทั้งหมดสองกล่องมาเปิดวางบนที่นอนเลื่อนกล่องหนึ่งมาวางตรงหน้าเธอ
“บุษกินข้าวไข่เจียวดีกว่าจะได้ไม่ปวดท้อง พี่กินผัดกะเพราเอง” ชายหนุ่มแกะช้อนออกจากซองพลาสติกวางไว้ในกล่องข้าว ท่าทีเขาคล่องแคล่วเหมือนทำแบบนี้ให้เธอเป็นปกติ
“ยังไม่หิวค่ะ”
“ถ้าไม่อยากกินเองให้พี่ป้อนไหม”
บุษบาจึงมองหน้าเขาก่อนจะตวัดสายตาไปมองนอกหน้าต่างรถแทน
“ไม่หิวจริงๆ ค่ะ ตอนซื้อมันอยากกินไปหมด”
“กินหน่อยเถอะ เราเป็นโรคกระเพาะอยู่ทำไมไม่ดูแลตัวเองบ้างถ้าไม่กินพี่ป้อนนะ”
บุษบาหยิบช้อนพลาสติกขึ้นมาตักข้าวกิน โดยมีสายตาของหัสดีคอยมองก่อนจะเริ่มทานของตัวเองบ้าง
“อย่ากินไปเล่นไปสิ” เขาพูดขึ้นมาเมื่อเห็นบุษบาเอาแต่สนใจหน้าจอ ข้าวในกล่องเหลืออยู่ราวครึ่งหนึ่ง
“บุษอิ่มแล้วค่ะ พี่หัสกินต่อที” หญิงสาวพูดด้วยความลืมตัว หัสดีชะงักก่อนจะรับกล่องข้าวมากินต่อเอง
ชายหนุ่มเก็บขยะใส่ถุงแล้วมัดปากให้เรียบร้อยวางไว้ที่พื้นด้านล่างเตียงรอให้พนักงานมาเก็บไปทิ้ง บุษบาเก็บของเข้าที่หยิบสายชาร์จโทรศัพท์มาเสียบที่ชาร์จตรงผนังรถไฟ เธอคลี่ผ้าห่มออกคลุมช่วงตัวตั้งแต่เอวถึงปลายเท้า แล้วเอนตัวนั่งพิงพนักเล่นเกมในไอแพดส่วนหัสดีที่ลุกไปเอื้อมหยิบหมอนที่เตียงบนลงมาวางข้างตัวเธอ
“ที่นอนมันแคบมากเลยนะคะ ถ้าคุณไม่ขึ้นไปนอนเตียงข้างบนก็นั่งเฉยๆ ห้ามมานอนเบียด”
“ได้ บุษนอนได้เลยเดี๋ยวพี่จะทำงาน” ชายหนุ่มเปิดกระเป๋าหยิบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กออกมาเปิดเครื่องอ่านอีเมลแล้วไม่สนใจเธออีก
จากที่ตั้งใจว่าจะไม่หลับ แต่เมื่อหนังท้องตึงบวกกับแอร์เย็นๆ
ทำให้ไม่ถึงชั่วโมงหลังจากนั้นคนที่นั่งเล่นเกมก็ทิ้งตัวลงนอน หญิงสาว
หันหน้าเข้าหาผนังขดตัวหลับไปในที่สุด หัสดีเงยหน้ามองเธอเห็นว่าบุษบาหลับไปแล้วจึงปิดอุปกรณ์ในมือวางลงกับที่นอน เขาเคลื่อนตัวแผ่วเบาไปชะโงกดูหน้าคนที่นอนหันหลังให้แล้วถอยห่างออกมา นิดเดียว ดูผ้าม่านว่าปิดเรียบร้อยดีแล้วจึงล้มตัวลงนอนบ้าง
เวลาสามนาฬิกาบุษบาขยับตัวตื่น หญิงสาวลืมตามองแผ่นอกกว้างตรงหน้าอย่างงุนงง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าหัสดีไม่ยอมขึ้นไปนอนบนที่นอนตนเองที่เตียงบน บุษบาลุกขึ้นนั่งเธอมองร่างสูงที่นอนขวางทางลงไปเข้าห้องน้ำว่าจะทำอย่างไรดี จะให้ก้าวข้ามตัวเขาไปก็คงทำไม่ได้
“คุณหัสตื่น” เธอตัดสินใจปลุกเขาขึ้นมา บุษบาเขย่าแขน
ชายหนุ่มให้รู้สึกตัวตื่น
“คุณหัสถอยไปบุษจะเข้าห้องน้ำ”
หัสดีลืมตาทันที
“บุษจะไปเข้าห้องน้ำเหรอ นี่กี่โมงแล้ว” เขาหยิบโทรศัพท์มาดูเวลาก่อนจะพึมพำว่าตีสาม
“ไป เดี๋ยวพี่เดินไปส่ง”
ชายหนุ่มรูดม่านออกครึ่งหนึ่งแล้วกวาดขาลงจากที่นอน
เขาลุกขึ้นยืนพลางบิดขี้เกียจก่อนจะส่งมือให้หญิงสาวลุกตาม ขณะนั้นในขบวนรถไฟเงียบสนิท ทุกที่นั่งปิดม่านมิดชิดไม่มีใครเปิดออกมาเลย
หญิงสาวเดินไปตามทางตรงไปที่ห้องน้ำท้ายตู้ บนรถไฟขบวนนี้แต่ละตู้จะมีห้องน้ำสามห้อง ซึ่งเพียงพอต่อการให้บริการและได้รับ
การดูแลเรื่องความสะอาดอย่างดี
หัสดีอาศัยจังหวะที่บุษบาเข้าห้องน้ำไปทำธุระส่วนตัวของตนเองบ้าง ออกมาพอดีกับที่หญิงสาวเปิดประตูห้องน้ำออกมา
“แปรงฟันเลยไหมเดี๋ยวก็เช้าแล้ว”
เธอพยักหน้า “ก็ดีค่ะ แต่ต้องเดินกลับไปเอาของก่อน” บุษบาซื้อชุดแปรงฟันและล้างหน้าสำหรับพกพามาด้วยในกระเป๋า ที่วางทิ้งไว้บนที่นอน
“พี่ไปหยิบให้เอง กระเป๋าบนที่นอนใช่ไหม”
“ใช่ค่ะ” เธอมองตามหลังชายหนุ่มไป ส่วนตัวเองยืนรอที่
หน้าห้องน้ำ ไม่กี่นาทีหัสดีกลับมาพร้อมกับกระเป๋าของใช้ส่วนตัวมายื่นส่งให้
“พี่ก็จะล้างหน้าแปรงฟันเหมือนกัน” เขาบอกสั้นๆ
บุษบาใช้เวลาราวสิบห้านาทีในการล้างหน้าแปรงฟัน เธอเปิดประตูห้องน้ำกลับพบคนที่มารอเข้าเหมือนกัน
“อ้าว อาจารย์พี่เนศสวัสดีค่ะ” ชายหนุ่มผิวขาวสวมแว่น เลิกคิ้วเมื่อพบเธอบนรถไฟขบวนนี้
“บุษมาได้ยังไงครับ จะไปเที่ยวเชียงใหม่เหรอ” ชายหนุ่มยิ้มกว้างแสดงท่าทีดีใจที่ได้พบเธอ
“ค่ะไปเที่ยว อยากเปลี่ยนบรรยากาศเลยลองนั่งรถไฟดู”
“เหมือนกันเลยครับ ไม่ต้องเรียกพี่ว่าอาจารย์แล้วนะ บุษจบไปตั้งนานแล้ว” ธเนศออกตัวเรื่องสรรพนามเพราะเขาเคยเป็นอาจารย์ของเธอที่มหาวิทยาลัยและสอนภาษาญี่ปุ่น จึงสนิทสนมกับบุษบาในระดับหนึ่ง
“บุษนั่งตรงไหนครับ” ชายหนุ่มถามต่อพลันต้องสะดุ้งเมื่อมีเสียงห้าวตอบแทน
“เตียงเราอยู่ตรงกลางตู้ครับ ไปจ้ะบุษ เราไปเปลี่ยนบรรยากาศกันต่อดีกว่า”
หัสดีพูดห้วนๆ ดึงของในมือบุษบาไปถือเองก่อนจะดึงข้อมือเธอให้ออกเดิน
“เอ่อ บุษไปก่อนนะคะพี่เนศเอาไว้เราค่อยโทรคุยกันค่ะ” เธอทั้งอายทั้งโมโหที่หัสดีใช้คำพูดกำกวมต่อหน้าธเนศ จึงรีบตัดบทขอตัวจากฝ่ายนั้นก่อนจะถูกลากกลับไปยังที่นอน”
“บุษไม่นอน ถ้าคุณไม่กลับไปที่ของคุณบุษจะปีนขึ้นไปเอง”
หญิงสาวพยายามข่มอารมณ์ไม่ให้โมโหมากกว่านี้
“เข้าไปดีๆ บุษ นอนด้วยกันมาทั้งคืนจะมาแยกเตียงอะไรกันตอนนี้”
หัสดีกดไหล่เธอให้นั่งลงบนที่นอนและทิ้งตัวนั่งลงมาตามกันทำให้เธอต้องรีบถอยกรูดเข้าไปด้านใน บุษบามองเขาที่กำลังกระชากผ้าม่านปิดให้เรียบร้อยเหมือนเดิมอย่างตกใจ
เขาหันมาหาเธอการอยู่ในที่แคบแค่นั้นทำให้ชายหนุ่มดึงตัวเธอเข้ามากอดได้อย่างง่ายดาย บุษบาดิ้นพรวดแต่กลับถูกกดตัวลง นอนหงายมีร่างกายสูงใหญ่ตามมาคร่อมไว้
“จะทำอะไรนี่มันบนรถไฟนะ”
เธอแว้ดเสียงไม่ดังนัก ก่อนเสียงนั้นจะเงียบลงไปเมื่อเขาก้มลงจูบเธอแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
“การที่เราไม่พูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น ก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงว่าบุษเป็นของพี่”
เขาพูดหลังจากที่ถอนจูบออกจากเรียวปากนุ่ม มองบุษบาที่กำลังทำตาวาวอย่างโกรธจัด
“ไม่ใช่ค่ะ บุษไม่ใช่ของใคร”
เธอดิ้นรนและพยายามผลักเขาออก หัสดีไม่เถียงเขารวบสองมือเธอไว้ด้วยมือเดียวแล้วตรึงไว้เหนือศีรษะ บังคับจูบเธออีกครั้งอย่าง
ไม่สนใจอาการต่อต้านของอีกฝ่าย
หัสดีรวบข้อมือสองข้างของเธอด้วยมือเดียวไว้เหนือศีรษะ
มืออีกข้างของเขาเลิกชายเสื้อยืดที่เธอสวมอยู่รั้งไปกองเหนือเนินอก
เขาผละจากกลีบปากนุ่มแล้วก้มลงไล่จูบไปตามผิวเนื้อตึงแน่น ชายหนุ่มเกาะกุมทรวงอกออกแรงนวดเฟ้นเบาๆ ทั้งที่มันยังมีบราขวางอยู่ บุษบาหายใจแรงเธอพยายามดึงข้อมือให้หลุดจากพันธนาการ