“นี่มันบนรถไฟ ไม่ได้นะ” เธอเตือนอีกฝ่ายที่ดูเหมือนว่าจะ
หน้ามืดไปแล้ว
“บุษก็เงียบๆ สิ ไม่มีใครรู้หรอก”
บุษบาอ้าปากทำท่าจะด่าแต่เธอก็ต้องเงียบเมื่อถูกปิดปากอีกครั้ง หัสดีละมือจากทรวงอกอวบอ้อมไปด้านหลังยกแผ่นหลังเธอขึ้นจากที่นอนแล้วปลดตะขอชั้นในอย่างรวดเร็ว
ริมฝีปากหนาก้มลงงับยอดทรวงดูดดึงไว้ในปากรับรู้ถึงอาการที่เธอสะดุ้งน้อยๆ ยกมือที่เป็นอิสระแล้วดันหน้าเขาออกแต่ชายหนุ่ม ขืนไว้
“อื้อ... พี่หัส อย่าค่ะ” บุษบาห้ามแล้วยกมือขึ้นปิดปากตัวเองไม่ให้ส่งเสียงไปให้ใครได้ยิน
“บุษคิดถึงพี่บ้างหรือเปล่า” เขาถามเสียงงึมงำขณะที่ย้ายปากไปเชยชมทรวงอกอีกข้าง
“ไม่ ปล่อยเถอะค่ะ” เธอทำเสียงเหมือนจะร้องไห้
“ไม่คิดถึงพี่จริงๆ เหรอ” เขาเงยหน้ามองสบตาเธอ มือยังคงลูบไล้ไปทั่วผิวเนื้อเรียบตึงของลำตัวช่วงบนและสีข้าง บุษบาหลบตาทันที
“ไม่ค่ะ บุษจะคิดถึงทำไมเราไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย
อุ๊ยพี่หัส...”
เธอพูดแล้วร้องแทบไม่ออกเพราะทันทีที่พูดจบ หัสดีพยักหน้าแล้วกางเกงยีนที่เธอสวมอยู่ก็ถูกดึงออกไปจนพ้นสะโพก
หญิงสาวหันมาผลักเขาแล้วพยายามพลิกตัวหนีแต่ถูกโอบรัดตัวไว้แน่นหนา เธอสะอื้นในคอยามที่เขาทาบฝ่ามือลงบนเนินเนื้อใต้แพนตี้ตัวบาง หัสดีใช้ปลายนิ้วกรีดลงไปเบาๆ ตามรอยแยกจนรู้สึกถึงความชุ่มชื้นที่กำลังเอ่อล้น
เขาถอดชั้นในของเธอพ้นไปจากร่างพร้อมกับกางเกงยีนที่ คาอยู่บนเรียวขาเมื่อครู่ จากนั้นจูบเธออีกครั้งจนบุษบาตัวอ่อนตาพร่าลายด้วยความปรารถนาที่ถูกปลุกขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว อีกมือก็ปลดกระดุมยีนของตัวเอง ควานหาบางอย่างจากในกระเป๋ากางเกงจัดการความพรั่งพร้อมของตนในขณะที่บุษบายังคงเคลิบเคลิ้มกับกระแสพิศวาส
เธอเกร็งตัวสองแขนเรียวป่ายเปะปะไปตามแผ่นหลังกว้างขณะที่ซุกหน้ากับซอกคอสูดกลิ่นน้ำหอมผู้ชายที่คุ้นเคย ขณะที่ลำตัวส่วนล่างถูกปรนเปรอด้วยนิ้วและมือของเขาจนลืมตัว ลืมความกังวลเรื่องสถานที่จนหมด
“อ๊ะ...” บุษบานิ่วหน้าเมื่อมีบางอย่างที่มีขนาดใหญ่กว่านิ้ว
สวมสอดเข้ามาในร่าง เธอดันไหล่เขาออกห่างด้วยสีหน้าตกใจแต่หัสดีเดินหน้าจนสุดตัวเขาทาบทับไปบนตัวเธอทั้งตัวจนเธอแทบจะจมลงไป
บนที่นอน และเริ่มขยับตัวเข้าออกสอดคล้องไปกับจังหวะของรถไฟที่ทำให้สองหนุ่มสาวรู้สึกถึงความเสียวซ่านได้มากกว่าที่เคย
“พี่หัส ฮือ.... อื้อ... บุษ บุษ” เสียงเธอกระท่อนกระแท่นจิกเล็บลงต้นแขนหวังให้เขาลดแรงโหมลงแต่หัสดีส่ายหน้าไปมา เขาเองก็ไม่ไหวเช่นกัน แต่ก็ยังมีบางอย่างที่อยากให้เธอตกลงก่อนที่เกมรักจะจบ
“พี่ไม่ไหวแล้วบุษ เราต้องเร่งก่อนตอนนี้จะถึงเชียงใหม่แล้ว
ค่อยไปต่อที่โน่นนะ”
เธอพยักหน้าเมื่ออารมณ์พุ่งสูงถึงขีดสุด ถึงตอนนี้ถ้าเขาจะให้รับปากอะไรก็คงไม่ลังเลอีกแล้ว หญิงสาวครางในคอซุกหน้าลงกับหมอนเมื่อถูกพลิกร่างให้นอนคว่ำ ร่างกายถูกเติมเต็มจากด้านหลังและต่อจากนั้นเธอก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากจิกมือลงบนที่นอน กดใบหน้าตัวเองลงกับหมอนเพื่อไม่ให้มีเสียงเล็ดลอดออกไปนอกผ้าม่าน
“เอ ทำไมยายบุษไม่โทรมาเลยคะ” มัทรีรอโทรศัพท์จากน้องสาวในตอนเช้ามืดของวันเดียวกัน เธอกำลังเตรียมตัวเดินทางไปเชียงใหม่โดยที่กำลังรออนวัชมาที่บ้านเพื่อไปรถคันเดียวกัน
“ตอนนี้ตีห้าน้องคงยังไม่ถึงเชียงใหม่มั้งมาศ” รามออกความเห็น เขาคิดว่าขบวนรถไฟน่าจะไปถึงสถานีปลายทางที่จังหวัดเชียงใหม่หลังหกโมงเช้า
“ก็น่าจะใช่ค่ะ งั้นยายบุษคงรอไปถึงหาข้าวเช้ากินหาที่นั่งพักแล้วค่อยโทรหาเรา”
เสียงประตูใหญ่เปิดทำให้มัทรีเดินไปมองที่หน้าต่าง
“พี่อ้นมาแล้วค่ะ งั้นเราไปกันเลยไหมคะ” หญิงสาวถามสามีที่กำลังอุ้มลูกสาวไว้กับอก
“จ้ะ” ชายหนุ่มเปิดประตูห้องให้สาวใช้เข้ามาช่วยกันยกกระเป๋าไปขึ้นรถ เขาส่งลูกสาวให้มัทรีจากนั้นจึงไปที่ห้องของเด็กชายอวัชเพื่อบอกให้ลงไปข้างล่างได้แล้ว
รามใช้รถตู้ครอบครัวในการเดินทางครั้งนี้ เขาตรวจเช็กว่าไม่ลืมอะไรแล้วจึงบอกให้สมาชิกทุกคนขึ้นรถได้ รอบนี้เขาไม่ได้ขับรถเองเพราะบิดามารดาเป็นห่วงจึงให้คนขับรถที่บ้านขับไปให้
“ไปกันได้แล้วลูกเดี๋ยวแดดร้อน” คุณวิชุตามาส่งลูกหลานไปเที่ยวกำชับไม่ให้แต่ละคนโอ้เอ้
“เดี๋ยวน้องวัชซื้อขนมมาฝากคุณย่านะฮะ” อวัชบอกคุณย่าพลางโบกมือบ๊ายบายตามประสาเด็ก วันใหม่เห็นก็ทำตามคุณย่าโบกมือตอบหลานทั้งสองคนอย่างชื่นใจ
พวกเขาเดินทางกันอย่างไม่รีบเร่ง มีแวะลงเข้าห้องน้ำ แวะร้านกาแฟ แวะเข้าร้านสะดวกซื้อเป็นระยะๆ ซึ่งไม่มีใครหงุดหงิดเพราะเป็นการพักผ่อนจริงๆ อวัชและวันใหม่จูงมือกันเข้าร้านกาแฟชื่อดังทำให้หลายคนมองอย่างเอ็นดู
“รับอะไรดีคะ พี่น้องคู่นี้น่ารักจังเลย” พนักงานประจำร้านสอบถามเด็กชาย
“เอานมน้ำผึ้งปั่นให้น้องครับกับของผมเอาน้ำส้มปั่นหนึ่งแก้วฮะ” เด็กชายอวัชเลือกเมนู ส่วนเด็กหญิงวันใหม่พูดตามพี่ชาย
“เอานมๆ โนมน้ำผึ้งปั่น ปั่นๆๆๆ” มัทรีและรามที่เดินตามมามองอย่างดีใจที่พี่น้องรักกัน รวมถึงอนวัชเองก็มีความรู้สึกเดียวกัน
หากแต่เมื่อได้รับเครื่องดื่ม พี่น้องที่รักกันในตอนแรกเริ่มแตกคอกันเมื่อเด็กหญิงวันใหม่ชี้จะเอาน้ำส้มปั่นของพี่ชายแทนนมน้ำผึ้งของตัวเอง อวัชยกแก้วหนีทำให้เด็กหญิงเริ่มเบะหน้าจะร้องไห้
“ขอ ขอน้ำส้ม” เด็กหญิงพูด
“ไม่ได้นี่ของพี่นะ ก็วันใหม่เป็นคนเลือกนมเองก็ต้องกินสิ” อวัชไม่ยอม
“ก็หนูจะเอา” วันใหม่เริ่มงอแง
มัทรีที่ยืนมองเริ่มส่ายหน้าไปมา “วันใหม่แผลงฤทธิ์แล้วค่ะ
คุณพ่อจะจัดการไหมคะ”
รามส่ายศีรษะทันที “มาศก็รู้ว่าพี่ใจอ่อนกับลูก”
หญิงสาวถอนใจก่อนจะเป็นฝ่ายคุยกับลูกสาว
“วันใหม่คะ ใครเป็นคนสั่งนมน้ำผึ้งมาคะ หนูบอกคุณแม่ทีสิคะลูก”
เด็กหญิงชี้มือเข้าหาตัวเอง
“หนูสั่งเองค่ะ”
“หนูสั่งมาเองก็ต้องรับผิดชอบนะคะลูก ถ้าหนูจะแย่งของพี่วัชแล้วพี่วัชจะกินอะไรคะ”
เด็กหญิงชี้นมตรงหน้าทันที “กินนมค่ะ”
“ก็พี่เขาไม่ได้สั่งไงลูก พี่เขาไม่อยากกินนมนะคะ”
“ก็หนูอยากกินน้ำส้มด้วย” เด็กหญิงเริ่มร้องไห้
“ไม่ร้องค่ะ ถ้าหนูร้องแม่จะไม่คุยกับหนูแล้วนะ อยากได้อะไรพูดดีๆ ค่ะลูก”
เด็กชายอวัชแทรกขึ้นมา
“แม่มาศครับ วัชแบ่งให้น้องครึ่งหนึ่งก็ได้นะ เราแบ่งกันกิน
คนละครึ่งก็ได้”
มัทรีหันมาหาเด็กชาย เธอยิ้มก่อนจะตอบ
“ถ้าวัชไม่อยากให้น้องก็ได้นะลูก แม่ไม่ว่า” เด็กชายรีบส่ายหน้าทันที
“วัชอยากให้ฮะแม่ น้องชอบน้ำส้มวัชสั่งมาเผื่อน้องเอง”
มัทรียิ้มอย่างภูมิใจในตัวลูกชาย เธอไม่ต้องการให้อวัชแบ่ง
ทุกอย่างให้น้องเพียงเพราะว่าเป็นพี่ และน้องไม่ควรเกเรแย่งทุกอย่าง จากพี่เพราะคำว่าอยากได้ แต่ถ้าพี่น้องรักกันเต็มใจแบ่งสิ่งของให้กัน และกันนั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด
“วัชเป็นเด็กดีมาก แม่ภูมิใจที่ลูกเป็นเด็กดีนะคะ แต่..ถึงแม้ว่าวัชไม่ได้แบ่งอะไรให้น้องแม่ก็ไม่ได้รักลูกน้อยลง เข้าใจใช่ไหมลูก”
“ครับแม่ วัชรักน้องวัชเต็มใจให้น้อง” เด็กชายยืนยันหนักแน่น มัทรีจึงกลับขึ้นรถหยิบถ้วยน้ำใบเล็กที่ติดมาเทน้ำส้มจากแก้วของเด็กชายรินมาเพียงครึ่งแก้ว ใส่หลอดส่งให้วันใหม่
“ทำยังไงก่อนคะลูก”
“ขอบคุณค่า” เด็กหญิงพนมมือไหว้ขอบคุณพี่ชายสีหน้า ยิ้มแป้น มีความสุข