ห้องประชุมสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลช่องเก้าหก จารวีผู้รั้งตำแหน่งรองประธานกรรมการบริหารเป็นประธานในที่ประชุมเกี่ยวกับการผลิตรายการแข่งขันทำอาหารแบบเรียลลิตี้โชว์ ที่ซื้อลิขสิทธิ์มาจากเกมโชว์ดังจากประเทศสหรัฐอเมริกา
“เราต้องการให้รายการนี้เรียกเรตติงจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อ ดังนั้นเราจะดึงวัยรุ่นที่มีชื่อเสียงเข้ามาร่วมเป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันด้วย” จารวีบอกความต้องการของทางช่อง
“ครับคุณไจ๋ ผมเสนอว่าเชิญพวกทายาทเจ้าของร้านอาหารดังๆ ที่เป็นเซเลบมาดีไหม แล้วก็น่าจะมีเชฟที่เป็นอินฟลูตามกลุ่มโซเชียลด้วย คนกลุ่มนี้ก็จะมีฐานแฟนคลับของตัวเองในระดับหนึ่ง” ฝ่ายวางแผนเสนอ
“ก็ดี งั้นคุณไปคัดชื่ออินฟลูมาเสนอสักหลายๆ คน ส่วนกลุ่มเซเลบเดี๋ยวดิฉันจัดการค่ะ”
จารวีปิดประชุมแล้วเดินกลับมายังห้องทำงานของตัวเอง เธอเป็นสาวสังคมที่อายุอานามใกล้จะห้าสิบแต่ยังคงรักษาบุคลิกและรูปร่างหน้าตาได้เหมือนสาววัยสามสิบต้นๆ เธอเลิกคิ้วเมื่อเห็นคนมารอในห้องทำงาน
“อ้าว จอมมาทำอะไรลูก เลิกเรียนแล้วเหรอ”
“มาส่งพี่พะเพื่อนครับแม่ เลยอยู่รอแม่ว่าจะชวนแม่ไปกินข้าวด้วยกัน พี่เลขาบอกว่ากลางวันนี้แม่ว่าง” ชายหนุ่มพูดถึงพี่สาวที่วานให้เขามาส่งที่ทำงาน จึงถือโอกาสอยู่รอเจอมารดาเสียเลย
“ไปสิลูก แม่ไม่มีอะไรแล้ววันนี้”
บนโต๊ะอาหารกลางวันวันนั้น จารวีเลือกร้านอาหารไทยฟิวชั่นชื่อดังร้านหนึ่งบนห้างสรรพสินค้า
“ร้านนี้อร่อยนะครับแม่” จิรกรออกความเห็น ขณะที่ตักน้ำซุปต้มยำเข้าปาก
“ใช่ ช่วงนี้แม่มีโพรเจกต์ใหม่เป็นรายการแข่งขันทำอาหาร เลยอยากมาตะเวนชิมหลายๆ ที่” จารวีตอบ
“ที่แม่ซื้อรายการมาจากอเมริกาเหรอฮะ”
คนเป็นลูกชายย้อนถาม เขาพอจะรู้เรื่องงานของครอบครัวอยู่บ้าง แม้ว่าพวกเขาจะมีธุรกิจหลายประเภท แต่ที่สำคัญที่สุดน่าจะเป็นช่องสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลช่องเก้าหกที่ครอบครัวของตนเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่
“ใช่จ้ะ แต่แม่อยากได้กลุ่มเป้าหมายเป็นคนรุ่นใหม่ที่หันมาทำธุรกิจอาหาร ว่าพวกเขาจะมีอะไรใหม่ๆ มานำเสนอได้บ้าง ลูกพอจะเห็นมองไหมว่าเราควรเชิญใครเข้าแข่งขัน”
จิรกรนิ่งคิด แม้ว่าเขาจะเพิ่งเรียนปีสองแต่ตัวเขาเองคุ้นชินกับบรรยากาศการทำงานมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลายแล้ว
“ถ้าแม่เน้นคนรุ่นใหม่ก็เชิญพวกเซเลบวัยรุ่น อินฟลู เน็ตไอดอลเลยดีไหมฮะ กับเชฟใหม่ๆ ที่ดังในโซเชียลก็เยอะนะฮะ”
“เพื่อนๆ ลูกมีใครน่าสนใจไหม” จารวีถามถึงเพื่อนร่วมชั้นเรียนของลูกชาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นลูกหลานผู้มีอันจะกินทั้งสิ้น
“เพื่อนผมไม่น่ามี แต่ถ้ารุ่นพี่ก็พี่แบงค์ไงแม่ลูกลุงบัญ ที่พี่เขาทำร้านกาแฟอคาเดมี่คอฟฟีใต้ตึกเพนต์เฮาส์ไงฮะ หน้าตาเขาดีด้วย หล่อ รวย สาวติดตรึมชงกาแฟเป็นขนมหรืออย่างอื่นก็น่าจะทำเป็น”
“จริงด้วย จะได้โพรโมตมหาวิทยาลัยเราไปด้วยอีกทาง งั้นเดี๋ยวแม่ลองคุยกับลุงบัญเขาดู” จารวีเห็นด้วยกับลูกชาย จะมีอะไรเหมาะไปกว่านี้อีก ได้ทั้งแฟนคลับกลุ่มใหม่ในรายการแข่งขัน ได้ทั้งโพรโมตมหาวิทยาลัยไปในตัว ถือเป็นการยิงกระสุนนัดเดียวได้นกตั้งหลายตัว
“ปรางอย่าโกรธเราเลยนะ พอดีว่าเรามีธุระด่วนๆ เลยไม่ได้กลับกรุงเทพฯ พร้อมกัน” กนธิชาง้อปราณชนกที่มีท่าทางโกรธเธอและพัชชาตั้งแต่กลับมาเจอกันในห้องเรียน
“อย่าใช้คำว่าไม่ได้กลับพร้อมกัน ต้องเรียกว่าตั้งแต่ถ่ายคลิปเสร็จแล้วพวกเธอสองคนหายไปไหนมาข้ามวันข้ามคืน” ปรางมองหน้าเพื่อนสองคนที่พากันมองหน้ากันเองอัตโนมัติ
“น่า คุณหนูปราง คนเรามันก็ต้องมีแอ็กซิเดนต์กันบ้าง เจ็บไข้ได้ป่วยปวดหัวตัวร้อนก็ไม่อยากให้เพื่อนเป็นห่วงไง” พัชชาพูดยาวๆ ผิดปกตินิสัย ทำให้สาวที่ถูกทิ้งคนเดียวหรี่ตามอง
“ป่วย ทีหลังป่วยก็บอกสิจะได้อยู่ดูแล ไปด้วยกันก็ต้องกลับด้วยกันไหม”
“ถ้าปรางอยู่ดูแลพวกเราแล้วใครจะเข้าเรียนจดงานให้ล่ะ” กนธิชาตอบทำให้พัชชาพยักหน้าสนับสนุน
“จริง เราจะหยุดเรียนกันหมดสามคนได้ไง ก็รู้อยู่ว่าพวกเรามีแต่คนรัก” ว่าแล้วเธอก็หัวเราะพลางแบมือมาตรงหน้าปราณชนก
“ไหนสมุดจดงานเอามาดูสิ อาจารย์ว่าไงบ้าง เรียนถึงไหนแล้ว” พัชชาเปลี่ยนเรื่อง
“กลับไปเอาที่ห้องเย็นนี้ ไม่รู้ล่ะพวกเธอต้องชดเชยด้วย”
“โอ๋เอ๋... เดี๋ยวพาไปเลี้ยงข้าวนะ” กอหญ้าปะเหลาะ โล่งใจที่เพื่อนหายโกรธ
ธิติก้มๆ เงยๆ ที่หน้าเครื่องชงกาแฟด้วยท่วงท่าของบาริสต้ามืออาชีพ ชายหนุ่มจะมาดูแลร้านกาแฟที่เขาเปิดใต้ตึกเพนต์เฮาส์สัปดาห์ละสองสามวัน วันละหนึ่งถึงสองชั่วโมงให้สาวๆ บรรดาลูกค้าได้พบปะเจ้าของร้านหนุ่ม
“กรี๊ด... วันนี้ดีใจจัง พี่แบงค์ชงกาแฟให้ฉันเองด้วยล่ะ” สาวคนหนึ่งซึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเดียวกันพูดกับเพื่อนที่มาด้วยกันอย่างปลื้มใจ
“วันนี้พี่อิ๊กก็อยู่ด้วยล่ะเธอ ดีใจจัง” สาวอีกคนพูดถึงอิษฎีเพื่อนสนิทร่วมชั้นเรียนของธิติที่มารับจ็อบเป็นบาริสต้าประจำร้านในช่วงเย็นวันจันทร์พุธศุกร์ เป็นอีกคนที่เรียกลูกค้าสาวๆ เข้าร้านได้มากไม่แพ้กับเจ้าของร้าน
“มึงพอเถอะแบงค์ กูเสียดายของ เสียดายเมล็ดกาแฟดีๆ ของตามึง” เสียงพึมพำของอิษฎีดังขึ้นหลังเครื่องชงกาแฟ
“มันอาจจะอร่อยก็ได้นะ” ธิติตอบแต่มือก็หยิบถ้วยกาแฟที่เพื่อนชงสลับกับของตัวเอง เอาไปวางรอให้พนักงานของร้านเสิร์ฟให้ลูกค้าที่โต๊ะ
“งั้นมึงก็ลองชิมที่ตัวเองชงสักแก้วไหมล่ะ” อิษฎีท้าแต่อีกฝ่ายปฏิเสธทันที
“โน กูยังไม่อยากฆ่าตัวตาย หน้าที่กูมีแค่ทำหน้าหล่อๆ ไว้เรียกลูกค้า” ธิติรีบชิ่งออกไปจากตรงนั้นหลังจากที่เขายืนโชว์ “การชงกาแฟ” มาได้หลายนาทีแล้ว
“พี่แบงค์คะ มอคค่าอร่อยเหมือนเดิมเลยค่ะ วันไหนถ้าพี่ชงเองแหม่มว่ามันจะละมุนเป็นพิเศษแบบมากๆ” สาวคนหนึ่งที่เขาจำไม่ได้ว่าเป็นใครชวนคุยในขณะที่รอพนักงานอุ่นขนม
“ดีใจที่น้องแหม่มชอบครับ คราวหน้าพี่จะตั้งใจชงมากกว่านี้อีกนะ”
“อุ๊ย... พี่แบงค์จำชื่อแหม่มได้ด้วย ดีใจจังค่ะไม่เสียแรงที่มาทุกวัน ยังไงขอตัวก่อนนะคะเพื่อนรอ”
เธอรับถุงขนมและกาแฟไปด้วยท่าทีอ้อยอิ่ง ธิติปั้นยิ้มหล่อละลายใจส่งให้ยิ่งทำให้สาวเจ้าหน้าแดงก่อนจะตัดใจเดินออกไป ชายหนุ่มโบกมือตามพร้อมขอบคุณ
“ขอบคุณที่มาอุดหนุน ไว้เจอกันอีกนะครับคุณน้องแหม่ม”
พอสาว ‘แหม่ม’ เดินออกไป เขาหันมาถามพนักงานแคชเชียร์
“นี่ลูกค้าประจำเราเหรอ”
“ครับพี่เขามาซื้อมอคค่าทุกวัน อะไรนะพี่คุยกับเขาออกจะสนิทอย่าบอกว่าจำไม่ได้” เบส พนักงานพาร์ตไทม์ถามกลับ
“เออ จำไม่ได้เลยว่ะ” เขาเกาศีรษะ
“อย่ามัวงง แบงค์มึงไปดูบัญชีของด้วย วันนี้ต้องไปซื้อของเข้าร้านนะ” อิษฎีขัดคอ
“อ้าว ของร้านเรามีมาส่งทุกอย่างไม่ใช่เหรอ”
“ช่วงนี้เห็นว่าแป้งบางตัวขาดตลาด นำเข้าไม่ได้ดีลเลอร์ไม่มีส่งน่ะ กูทำมาร์คไปแล้วว่าพี่ขวัญเขาขอเบิกซื้อ”
พี่ขวัญ คือเชฟขนมหวานประจำร้าน มีหน้าที่ดูแลครัวเบเกอรีของร้านที่มีพื้นที่สัดส่วนแยกไปอีกห้องไม่ปะปนกับหน้าร้าน
“อ๋อ ได้แล้วกูต้องไปซื้อเองไหม” ธิติยังงงๆ
“เออสิวะครับ มึงต้องไปดูด้วยว่าซื้ออะไรตรงไหนแล้วก็ไปจ่ายเงิน ไปเป็นคนขนของ เข้าใจไหมเพื่อน” อิษฎีย้ำขณะที่ธิติทำหน้านิ่วคิ้วขมวด
‘เดินตลาดเนี่ยนะ เกิดมาไม่เคยไปเลยสักครั้งกูจะไปปล่อยไก่ไหมวะ’