“พี่บัญกับน้องธีน่าจะว่าไงคะ เรื่องที่ว่าไจ๋อยากให้ลูกชายพี่มาแข่งในรายการเชฟซีซันเชฟขนมหวาน” จารวีทวงคำตอบจากบุรีในวันที่พบกันในงานเลี้ยงงานหนึ่งที่เขามาพร้อมกับภรรยา
“อืม... พี่ว่าไจ๋คิดอีกทีดีไหม ไอ้แบงค์มันทำอะไรเป็นพอที่จะไปเข้าแข่งได้ เอ๊ะธีน่าลูกแบงค์ของเราต้มไข่เป็นยังจ๊ะ” ท้ายประโยคเขาหันไปถามภรรยาสาวสวย
“เอ่อ... รอบก่อนธีน่าให้น้องแบงค์อุ่นขนมให้ แล้วลูกบอกว่าอยากกินไข่ลวกเลยเอาใส่ไมโครเวฟไปพร้อมกัน ไข่ก็ระเบิดเละเทะเลยค่ะเฮีย” ธิชาตอบตามตรงพร้อมทำหน้ายิ้มจืดเจื่อน ธิติก็พอๆ กับเธอน่ะล่ะ ทำอะไรพวกนี้เป็นที่ไหนกัน
จารวียกชายผ้าคลุมไหล่ผืนละสองแสนขึ้นปาดเหงื่อเมื่อได้ยินดังนั้น แต่ความเป็นนักสู้ทำให้เธอไม่ถอดใจเมื่อตัดสินใจเลือกแล้วก็ต้องไปให้สุด
“ไม่เป็นไรค่ะพี่ ไจ๋เชื่อว่าหลานฝึกได้ อีกอย่างไจ๋รับรองว่าแบงค์จะเป็นตัวหลักด้วยการการันตีไม่ตกรอบภายในสามรอบแรกด้วยค่ะ พี่ได้โพรโมตเอเจนซีของพี่กับร้านอาหารของน้องธีน่า ส่วนไจ๋ได้กลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นที่มีกำลังซื้อเพิ่ม เราวินวินทั้งสองฝ่ายงั้นโอเคตามนี้นะคะ”
“ผมจะเอาอะไรไปแข่งกับเขาล่ะพ่อ นี่พ่อกะจะให้ผมขายหน้าคนทั้งประเทศเลยเหรอ” ธิติขมวดคิ้วเมื่อได้ฟังบิดาพูดเรื่องการแข่งขัน
“มีเวลาฝึกอยู่ การแข่งขันจะเริ่มอีกประมาณสามเดือน อาไจ๋เขาบอกว่าจะหาคนมาช่วยฝึกกับมีทีมช่วย พ่อว่าก็ดีเหมือนกันจะได้โพรโมตธุรกิจของบ้านเรา” นั่นเพราะครอบครัวเดิมของธิชาทำธุรกิจร้านอาหารที่มีแฟรนไชส์ทั่วประเทศ และตัวบุรีเองก็มีธุรกิจร้านอาหารอื่นๆ เช่นร้านสุกี้ชื่อดังหรือร้านสเต๊กที่มีสาขาทุกห้างสรรพสินค้า
“แล้วผมจะได้อะไรล่ะพ่อ ปีนี้ผมขึ้นปีสามเรียนมันก็หนักแล้ว” ธิติอ้างเรื่องเรียนซึ่งนั่นบุรีเองก็รู้ทันลูกชาย
“แกไปเที่ยวเกือบทุกคืน อย่าคิดว่าพ่อไม่รู้” หนุ่มใหญ่เงียบไปครู่ก่อนจะถามต่อ “อยากได้อะไรว่ามา”
ธิติยิ้มกว้าง “ผมว่าแล้วว่าพ่อต้องรู้ใจผม ผมอยากได้สตาร์โมเดลลิ่งพอจะได้ไหมฮะ” สตาร์โมเดลลิ่งเป็นอีกงานของบุรี ที่มีดาราและนักแสดงชื่อดังในสังกัดมากมายและธิติก็อยากได้มันมานาน
“ก็ได้ แต่ต้องชนะเท่านั้นถึงจะได้นะ” บุรียอมให้แต่ตั้งเงื่อนไขไว้สูงเพราะคิดว่าลูกชายทำไม่ได้แน่ๆ ซึ่งธิติก็ยอมตกลงโดยดี
“โอเค พ่อรอดูได้เลย”
“จะไหวเหรอวะแบงค์ มึงทำอะไรเป็น” อาชวินถามในเย็นวันหนึ่งที่พวกเขานัดเล่นเกมด้วยกันที่ห้องของอาทิตย์
“ไม่เป็นสักอย่าง พี่อาร์ตมึงก็รู้นี่ว่ากูทำเป็นแค่เทน้ำร้อนใส่มาม่า” ธิติตอบ ตาก็จ้องเกมไปด้วย
“เจริญล่ะ จะไปโพรโมตร้านหรือจะไปขายหน้าคนทั้งประเทศกันแน่” อคินกล่าวบ้างซึ่งกรวิชญ์พยักหน้าเห็นด้วย
“จริง ผมก็ว่างั้นล่ะ พูดแล้วก็หิวไอ้พี่ทิตขอกินมาม่าหน่อยนะ” ชายหนุ่มน้องเล็กสุดของกลุ่มลุกขึ้นเดินหายไปในครัว เจ้าของห้องตะโกนไล่หลัง
“ขอแล้วมึงไม่รอกูอนุญาตก่อนเหรอไอ้วิช”
“ไม่ล่ะ กูพูดตามมารยาท” กรวิชญ์ตะโกนกลับมา
“นี่มึงคิดว่ามึงยังมีอยู่เหรอมารยาทเนี่ย” ธิติถามบ้าง
“เออ ช่วยกันด่ามันแบบนี้น่าให้มาห้องหน่อย” อาทิตย์ว่าแต่ต้องชะงักเมื่ออีกฝ่ายพูดต่อ
“แทนที่มึงจะทำมาเผื่อคนอื่นๆ ดันทำมากินคนเดียว เขาเรียกว่าไม่มีมารยาทโว้ย” ธิติบ่นพึมพำ ทำให้คนอื่นหัวเราะส่วนอาทิตย์ถอนใจเสียงดังเหมือนหมดหวัง
“รับสมัครทีมผู้ช่วยเชฟผู้เข้าแข่งขันรายการคิงเชฟไทยแลนด์ซีซันเชฟของหวาน สมัครได้ที่ชมรมเบเกอรีของมหาวิทยาลัย สนใจไหมปรางเธอชอบทำขนมนี่”
กนธิชาอ่านโพสข่าวในเพจของมหาวิทยาลัยให้เพื่อนฟังเมื่อเห็นหัวข้อน่าสนใจ
“ไหนๆ แชร์มาให้เราที ขออ่านก่อน” ปราณชนกขอรายละเอียดอีกฝ่ายส่งข้อมูลมาให้ทางแชตรวดเร็วทันใจ เธอเลื่อนสายตาอ่านอย่างสนใจ
“รับสมัครผู้ช่วยทำหน้าที่ในรายการแข่งขันเรียลลิตี้เกมโชว์ทำอาหาร คุณสมบัติเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเจพีชั้นปีใดก็ได้ ไม่จำกัดสาขาและคณะที่สังกัด มีความเชี่ยวชาญในการทำขนมหวานทั้งของไทยและตะวันตก สิ่งที่จะได้รับคือคะแนนกิจกรรมเต็มโดยที่ไม่ต้องลงชมรมอื่นๆ ตลอดสี่ปี ได้รับเบี้ยเลี้ยงในวันและเวลาถ่ายทำ ได้รับเกียรติบัตรรับรองการผ่านกิจกรรมจากมหาวิทยาลัย”
ปราณชนกเงยหน้ามองเพื่อนๆ “เราอยากไปสมัคร ไปด้วยกันหน่อยสิ”
“ก็ดีนะ เธออาจจะได้ออกทีวีด้วย เผลอๆ อาจจะได้เป็นอินฟลูเป็นเน็ตไอดอล ทำช่องของตัวเองได้” พัชชาที่มองไกลกว่าเพื่อนออกความเห็นสนับสนุน
บ่ายวันนั้นปราณชนกไปสมัครเป็นผู้ช่วยเชฟที่ชมรมเบเกอรี่ เธอได้ลงมือทำขนมทันทีหลังจากอาจารย์ประจำชมรมได้สัมภาษณ์คร่าวๆ แล้วค่อยข้างพอใจในคุณสมบัติ
“เราจะเลือกทำอะไรมาให้อาจารย์ชิมดีล่ะ” อาจารย์สุนีย์ หัวหน้าภาควิชาคหกรรมถาม
“หนูจะทำเมนูที่ไม่ต้องใช้วัตถุดิบมากนะคะ มีแค่แป้ง น้ำมัน ไข่ น้ำตาลก็พอคือคาสเทลล่าเค้กค่ะอาจารย์” ปราณชนกเลือกเมนูที่เธอมั่นใจและถือเป็นเมนูปราบเซียนตัวหนึ่งเพราะทำค่อนข้างยากและต้องใช้ความชำนาญในระดับหนึ่ง
เค้กไข่ญี่ปุ่นหรือคาสเทลล่าเค้ก เป็นเค้กในกลุ่ม Foam cake คือเค้กที่อาศัยการขึ้นฟูด้วยการตีไข่ให้ฟู มีรายละเอียดที่ต่างจาก ชิฟฟ่อนปกติหลายอย่างคือใช้เทคนิคการอุ่นร้อนน้ำมัน ให้น้ำมันที่อุณหภูมิอุ่นพอดีไปจับกับโมเลกุลของแป้ง ทำให้ขนมฟูได้โดยไม่ต้องใช้สารเสริม ใช้เทคนิคการอบแบบรองน้ำทำให้เค้กนุ่มมากขึ้นซึ่งการอบแบบรองน้ำหากไม่ชำนาญจะทำให้เค้กมีความชื้นสูงเกินไป ดังนั้นการทำเค้กไข่ญี่ปุ่นออกมาให้พอดีทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิของน้ำมันที่ผสม การตีไข่ขาวให้ได้ระดับพอดีหรือเทคนิคในการอบที่ชำนาญ
เมื่อเตาอบส่งสัญญาณบอกว่าเวลาครบห้าสิบนาที ปราณชนกนำเค้กออกจากเตาท่ามกลางสายตาของผู้ชมไม่ว่าจะเพื่อนหรืออาจารย์ และสมาชิกชมรมเบเกอรี ทุกคนต่างได้เห็นเค้กที่เคาะออกจากขันข้าวนั้นนุ่ม ฟู และเด้งตามลักษณะของเค้กไข่ทุกประการ
“อืมม รสชาติดีมาก กลมกล่อม เนื้อสัมผัสดีเหมือนไปกินที่ญี่ปุ่นจริงๆ เลยนะเนี่ย” อาจารย์สุนีย์ชิมและให้คำวิจารณ์ ทำให้ปราณชนกยิ้มหน้าบานและเธอได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในทีมตามที่ต้องการทันที