บทที่ 5
คอนโดนาเนีย
เรือนร่างเล็กแต่อวบอิ่มเดินมาหยุดตรงโซฟาจากนั้นหย่อนก้นนั่งลงข้างพี่สาว นาเดียที่กำลังเพ่งเล็งสายตาอยู่กับหน้าจอก็เบนความสนใจมาทางน้องสาว นาเนียกำลังเอร็ดอร่อยกับขนมปังเธอไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่ากำลังมีคนมองตัวเองอยู่ สวมชุดเล่นเสื้อยืดสีดำกับกางเกงขาสั้นธรรมดากลุ่มผมสีไวน์แดงเก็บรวมขึ้น ใบหน้าหวานปราศจากการแต่งแต้มราวกับว่าวันนี้เป็นวันหยุดอีกหนึ่งวัน
“หน้าตาอร่อยเชียว วันนี้ไม่ได้ออกไปไหนเหรอ”
“ไม่ได้ วันนี้ว่าจะดูซีรีส์ทั้งวันเลย” กลีบปากนุ่มขยับตอบกลับพี่สาวพวงแก้มสองข้างเคี้ยวขนมปังเต็มปากเต็มคำ ทำเอานาเดียอดเอ็นดูน้องสาวตัวเองไม่ได้
“ไหนบอกว่ามีเดทไง ลืมไปแล้วเหรอ”
“ไม่ได้ลืม แค่เนียไม่อยากไป”
“เอ้า แล้วทำไมไม่บอกเขาเดี๋ยวเขาก็รอหรอก”
“เขาคงไม่รอหรอก เห็นเนียไม่ไปก็คงกลับไปแล้ว”
ฉันไม่ได้ต้องการพิสูจน์อะไรเขาหรอกนะ แต่ฉันไม่อยากให้พระรามคิดไปไกลต่างหากเราสองคนสายเลือดเดียวกันนะ จะรักกันได้ยังไงที่ผ่านมาฉันก็เห็นถึงความพยายามของเขานะ หอบดอกไม้มาให้แถมยังเพิ่มขึ้นวันละหนึ่งดอกอีก แต่ถ้าเขาไม่ได้รักฉันจริงก็คงจะกลับไปตั้งแต่สิบนาทีแรกแล้วคงไม่นั่งรอให้เสียเวลาเปล่าๆหรอก
“แต่ถ้าเขารอขึ้นมาจริงๆ จะทำยังไงไม่สงสารเขาเหรอ” แววตาลึกล้ำจับจ้องดวงหน้าของพี่สาวเธอเลือกที่จะปฏิเสธเขาด้วยการไม่ไปตามนัด ยังคงเชื่อคำพูดแม่ที่ย้ำเตือนอยู่เสมอว่าผู้ชายบ้านนั้นใจร้ายถ้าเผลอเอาใจไปเล่นระวังจะเจ็บตัวเปล่าๆ ใช่ คำพูดของแม่ยังคงอยู่ในหัวและฉันก็ไม่อยากเจ็บ
“ผู้ชายบ้านนั้น เนียจะไม่ยอมเชื่อใจเด็ดขาด”
“เนียจะใจร้ายกับเขาเกินไป ให้เขานั่งรอเลยนะ”
“ไม่รู้ เขาคงไม่รอเนียหรอก” ยังคงเชื่อมั่นในความคิดตัวเอง นาเนียหันมาสนใจขนมปังที่ถืออยู่ในมือเธอยัดเข้าปากจนหมดแล้วหยิบรีโมตมาเปิดดูซีรีส์ดั่งที่ตั้งใจเอาไว้ในตอนแรก
ก๊อก ก๊อก
“สงสัยเป็นน้าซินแน่เลย พี่ไปเปิดประตูก่อนนะ” เสียงเคาะประตูดังขึ้นมาเรียกความสนใจของทั้งสองคนให้หันไปมองพร้อมกันเป็นตาเดียว แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าจะมีคนมาหานาเดียไม่รอช้าเคลื่อนไหวร่างกายแล้วเดินตรงไปที่ประตูทันที
“ว่าไงเด็กๆ คิดถึงน้ากันหรือเปล่า”
“น้าซิน คิดถึงมากๆ เลยค่ะ”
ซิน ผู้หญิงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นน้องสาวของแม่ก้าวเท้าผ่านประตูเข้ามาพร้อมกับข้าวของมากมาย นาเดียจัดการถือช่วยแล้วขนมาวางไว้ตรงโต๊ะกลาง สตรีวัยกลางคนนั่งลงข้างหลานสาวก่อนจะฉีกยิ้มทักทายนาเนียที่นั่งอยู่ก่อนหน้า มือสองข้างกุมมือหลานสาวแล้วเอ่ยพูดอะไรบางอย่างออกมา
“นาเนียคนสวย น้ามีเรื่องจะคุยด้วยหน่อย”
“เรื่องอะไรเหรอคะ ถ้าเรื่องหางานหนูไม่มีหรอกนะคะ”
“เห็นว่าหนูสนิทกับเจ้าของบริษัทไม่ใช่เหรอ เนี่ยก็ฝากให้น้องหน่อยได้ไหมปีหน้าน้องก็จะเรียนจบแล้ว”
“เดี๋ยวเอาไว้หนูจะคุยกับคาร์เตอร์ให้นะคะ”
“น้าซินไม่ลองให้จีน่าใช้ความสามารถหางานเองก่อนละคะ”
“จีน่าก็ไม่ใช่คนเก่งอะไร น้าอยากให้มีงานรองรับ”
ขยับปากตอบกลับหลานสาวอีกคน แต่สองมือยังกุมมือนาเนียแน่นที่ตั้งใจมาหาหลานวันนี้เพื่อคุยเรื่องงานให้ลูกสาวหรอกเหรอ ฉันก็ไม่อยากรับปากจริงๆ จังๆ ว่าจะช่วยพูดให้จีน่าได้งานทั้งที่สนิทกับคาร์เตอร์แต่ก็เกรงใจเหมือนกัน พอดีเลยน้าซินมาหาถึงที่ฉันต้องถามอะไรหน่อยแล้ว
“น้าซิน หนูมีเรื่องอยากจะปรึกษาเหมือนกันค่ะ”
“เรื่องอะไรเหรอลูก”
“เห็นแม่บอกว่าเราไม่ควรเชื่อใจผู้ชายบ้านนั้น หนูควรจะทำยังไงดี”
“หมายถึงเรื่องที่แม่แกอยากให้ไปยุ่งกับลูกชายบ้านนั้นน่ะเหรอ”
“ที่นาเนียพูดถึงก็เพราะว่าเขามาตามจีบ แถมวันนี้ยังนัดเดทอีก”
“ฟังน้านะ แกรักกับพระรามได้เชื่อน้าสิ”
สองคนตั้งใจฟังสิ่งที่น้าพูด หัวใจดวงเดิมกระตุกวูบถ้อยคำของน้าสาวที่เปล่งออกมา ทำให้เธอเริ่มมีความหวังไม่สิ เธอไม่ควรรู้สึกแบบนั้นแต่เวลาอยู่ใกล้ชิดมันทำให้รู้สึกดี ทั้งที่ไม่ควรรู้สึกไม่ควรเผลอใจแต่นาเนียไม่อาจหักห้ามใจตัวเองไม่ให้ไปรู้สึกกับเขาได้เลย รู้ดีว่าการเข้าหาเขาก็เพราะคำพูดของแม่
“น้าซินจะให้เนียเชื่อใจผู้ชายบ้านนั้นได้ยังไง”
“เชื่อน้าเถอะ ถ้าเรารักใครสักคนเราก็รอเขาได้ทั้งนั้น”
“น้าช่วยบอกหนูหน่อยสิ ว่าหนูจะไม่เจ็บเพราะผู้ชายตระกูลนั้น”
ความกลัวที่อยู่ในใจฉัน คือเรื่องราวของน้าซินที่ฉันได้ยินมาผู้ชายคนนั้นใจร้ายทิ้งน้าซินไป แล้วไปแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่น แล้วนับประสาอะไรกับลูกชายเขาก็คงจะเหมือนพ่อไม่มีผิดฉันกลัวเหลือเกินว่าสักวันฉันจะตกหลุมรักพระรามเข้า
“ไม่หรอก ผู้ชายบ้านนั้นก็ไม่ใช่คนไม่ดีอะไร เพียงแต่ว่าตอนนั้นเขาหมดรักแล้วแต่น้ายังอยู่ที่เดิม”
“หมายความว่านาเนียไม่ใช่ญาติกับเขาเหรอคะ”
“เรื่องราวที่ผ่านมามันมีอะไรซับซ้อน แต่แม่แกไม่รู้จักปล่อยวาง”
“หรือหนูควรไปหาเขา เดียว่าเขาจะรออยู่หรือเปล่า”
“ไปสิลูก ทำตามใจตัวเองเลย”
วินาทีนั้นฉันวิ่งกลับเข้าไปในห้องนอนตัวเอง รู้แค่ว่าต้องเปลี่ยนชุดใหม่แต่ไม่ใช่ว่าหยิบอะไรได้ก็ใส่ ฉันต้องตัดสินใจอยู่นานว่าจะสวมชุดไหนดีเสร็จแล้วก็ต้องไปนั่งแต่หน้าก่อน คงไม่นานถึงชั่วโมงหรอกถ้าเขารอฉันก็คงรอได้ แต่ถ้าฉันไปที่ร้านแล้วไม่เจอก็แสดงว่าเขาไม่มีความอดทนเลยคอยดูฉันจะด่าให้ยับ แต่จะขอโทษพระรามยังไงดีฉันดันผิดนัดเขาจนได้เอาไว้คอยคิดแล้วกัน
คนตัวเล็กนั่งลงตรงหน้ากระจกแล้วแต่งหน้าแต่งตาจัดเต็ม ทีแรกคิดว่ามันสายเกินไปแล้วเพราะเธอตัดสินใจที่จะไปไม่ แต่พอได้ยินสิ่งที่น้าตัวเองพูดก็ยอมใจอ่อนลงบ้างกว่าจะไปถึงร้านก็คงเย็นพอดี นาเนียจึงรีบแต่งหน้าทำผมให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
1ชั่วโมงต่อมา
เรือนร่างอรชรของหญิงสาวรีบตามหาร้านคาเฟ่หน้าตั้ง หน้าอกข้างซ้ายพลันต้นแรงขึ้นโครมครามราวกับจะหลุดออกจากทรวงอก สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วสาวเท้าไปยังร้านที่คุ้นตามือบอบบางผลักประตูเข้าไปด้านในดวงตากลมโตสีนิลปะทะเข้ากับร่างกายคนตัวสูงกลุ่มผมสีดำสนิทขยับดวงหน้าหล่อ ยามนี้คล้ายกับว่าเขาเศร้าใจอยู่แต่เวลาถัดมาพระรามคลี่ยิ้มหวานส่งมาหาเธอ นาเนียถอนหายใจโล่งอกก้าวเข้าไปใกล้เขามากขึ้น มือบางจับมืออีกคนแล้วดึงให้เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้
“เป็นบ้าปะเนี่ย ทำไมยังนั่งรออยู่อีก” ผ่านมาหลายชั่วโมงแล้วนะทำไมเขายังนั่งรอฉันอยู่อีก ตอนแรกกะว่าจะไม่เจอเขาแล้ว ปล่อยให้รอนานขนาดนั้นคงไม่เสียเวลากับฉันหรอก ทว่าความคิดพวนั้นก็ถูกสลัดออกจากหัวเมื่อฉันเห็นเขานั่งรออยู่ แถมบนโต๊ะก็มีแค่แก้วกาแฟกับจากขนมปัง
“เนียครับ มาแล้วเหรอ” แม้จะรอคนตัวเล็กหลายชั่วโมงกลับกันพระรามยังคงยิ้มแย้ม
“จ่ายเงินยัง ฉันจะพาไปที่อื่น”
“จ่ายแล้วครับ เราจะไปไหนกันเหรอ”
“ไม่รู้ เอาเป็นว่าฉันตามใจนายหนึ่งวันแล้วกันโทษฐานที่ฉันผิดนัด”
สองคนเดินจูงมือกันออกมาจากคาเฟ่ แววตารู้สึกผิดต่อผู้ชายตรงหน้าสะท้อนให้เห็นต่างจากความรู้สึกของพระรามตอนนี้เขาไม่โกรธเธอเลยสักนิด ดีใจด้วยซ้ำที่อย่างน้อยวันนี้เธอก็มาแม้จะต้องนั่งรอเธอนานแค่ไหนเขาก็ยังคงยืนยันที่จะทำแบบนั้นถ้าเป็นคนอื่นคงลุกหนีไปตั้งแต่ชั่วโมงแรกแล้ว
“งั้นไปเที่ยวตลาดกัน ว่าแต่คุณผู้หญิงจะอยากนั่งรถธรรมดาๆ ของผมเหรอครับ”
“นายไปไหนฉันก็ไปหมดแหละ พูดมากไปกันได้แล้ว” สองตาจดจ้องอยู่กับผู้หญิงสวมชุดสีครีมน่ารัก แถมเรือนผมสีไว้แดงของเธอยังผูกโบทั้งสองข้างอีกต่างหากเห็นแล้วพระรามก็อดอมยิ้มไม่ได้ยิ่งมองเธอเขาเหมือนตกอยู่ในภวังค์
“เนียครับ ใส่กระโปรงสั้นแบบนี้ผมหวงนะ”
“นายก็เดินใกล้ๆ ฉันสิเดี๋ยวผู้ชายคนอื่นมองนายก็ขาดใจตายพอดี”
ทั้งคู่พูดคุยกันระหว่างที่เดินไปยังรถ ทว่าพระรามพึ่งสังเกตกระโปรงตัวสั้นของเธอเผยให้เห็นเรียวขาขาวอย่างเห็นได้ชัด ทำเอาเขาเองอดห่วงไม่ได้กลัวว่าจะมีคนคิดไม่ได้ จึงถือวิสาสะเดินชิดเธอแทบจะสิงร่างหญิงสาว เอาจริงๆ ฉันมีความมั่นใจกับเสื้อผ้าที่หยิบมาใส่ทุกตัวนะแต่ก็เข้าใจเขาแหละเป็นผู้ชายก็ต้องมีหวงธรรมดา วันนี้ฉันดันใส่กระโปรงตัวสั้นนิดเดียวด้วยสิ
สองมือประสานกันกลมเกลียว เดินตรงไปยังรถยนต์ยี่ห้อธรรมดาก่อนที่พระรามจะเปิดประตูรถให้หญิงสาวขึ้นไปนั่ง เธอฉีกยิ้มก่อนที่เขาจะปิดประตูแล้วเดินอ้อมมาฝั่งคนขับจุดหมายปลายทางของพวกเขานั่นคือตลาดชื่อดังซึ่งไม่ไกลจากที่นี่มากนัก
หลังจากเดินทางมาถึงตลาดทั้งคู่ก็เดินเที่ยวซื้อของกิน เลือกดูเสื้อผ้าด้วยความที่ตลาดค่อนข้างใหญ่คงจะเดินไม่ครบภายในวันเดียว นาเนียดูจะตื่นเต้นกับอาหารมากมายหลายเมนูเธอไม่ได้สัมผัสบรรยากาศอย่างนี้นานเท่าไหร่แล้ว เพราะเติบโตมาในต่างประเทศโอกาสมาเดินเที่ยวแบบนี้คงไม่ได้มีมาบ่อยๆ
เธอเอ่ยชวนผมกลับหลังจากซื้อของกินเยอะพอสมควร ตอนนี้รถยนต์คันธรรมดากำลังแล่นเข้าไปจอดชั้นใต้ดินของคอนโด ถึงตอนนี้นาเนียยังไม่หยุดกินระหว่างทางผมปรายตามองเธออยู่เป็นระยะ คนไทยที่โตในสิงคโปร์กลับมาเที่ยวก็ดูจะตื่นเต้นมากพิเศษ
ชั้นบนสุดของคอนโดเป็นห้องนอนของพระราม เสียงแจ้งเตือนจากลิฟต์ขนส่งดังขึ้นบ่งบอกว่าพวกเขาทั้งคู่ต้องก้าวขาออกจากลิฟต์ ท่อนแขนแกร่งสองข้างไม่เว้นว่างถือของกินมากมายที่พึ่งซื้อมาจากตลาด ส่วนคนตัวเล็กทำหน้ามึนงงทันทีทันใด เมื่อเดินออกมาจากลิฟต์สังเกตว่ามีเพียงห้องเขาคนเดียว
“นายอยู่คนเดียวทั้งชั้นเลยเหรอ”
“ใช่ อยากมาอยู่ด้วยกันไหมครับ”
“เชิญอยู่คนเดียวไปเถอะ” บทสนทนาระหว่างที่ทั้งสองกำลังเดินเข้ามาด้านใน การตกแต่งหรูหราทำเอาหญิงสาวเบิกตากว้างเธอตกตะลึงกับภาพวิวด้านนอกที่มองออกไปจนสุดลูกตาแสงไฟจากตึกสูงสลับกันไป พลันไฟทุกดวงภายในห้องก็สว่างขึ้น
“เดี๋ยวเธอนั่งรอก่อนนะ ขอออกกำลังกายก่อน”
“ออกกำลังกาย แต่ชวนฉันดื่มเบียร์เนี่ยนะ”
“เอาไว้ลงโทษตัวเองทีหลัง แต่อยากดื่มกับเธอจริงๆ”
“เอาจริงๆ นายอยากดื่มเบียร์หรืออะไรกันแน่”
เรือนร่างอรชรหย่อนก้นนั่งลงโซฟาราคาแพงพลางยกท่อนขาเรียวขึ้นไขว้ห่าง มือบอบบางยกขึ้นปัดเรือนผมสีไวน์แดงไปด้านหลังริมฝีปากอวบอิ่มเคลือบด้วยลิปสติกสีแดงระบายยิ้มอ่อน สายตากวาดมองสิ่งของรอบข้างสไตล์การตกแต่งหรูหราดึงดูดความสนใจของนาเนียให้ไม่กะพริบตา
“รู้ด้วยเหรอครับ เบื่อจังคนรู้ทัน” ร่างสูงโน้มตัวใกล้ชิดนิ้วเรียวยาวสัมผัสปลายจมูกคมเป็นสัน
“รีบไปสิ ฉันเริ่มคอแห้งแล้ว”
“รอก่อนนะครับ ทำตัวตามสบายเลยนะคิดว่าเป็นห้องตัวเอง” คนตัวสูงกล่าวประโยคสุดท้ายก่อนที่เขาจะหันหลังกลับไปเตรียมตัวออกกำลังกาย
“รีบๆ มานะพระราม ฉันคอแห้งอยากกินน้ำ”
“ครับ จะไม่ปล่อยให้เธอคอแห้งนาน” คลี่ยิ้มกว้างคืนแก่หญิงสาวที่นั่งรอตรงโซฟา พลันหน้าอกข้างซ้ายเต้นแรงขึ้นกว่าเก่า
****